ประสบการณ์ผู้เข้ารับการอบรมพัฒนาจิต ปี 2560-62

 ประสบการณ์ผู้เข้ารับการอบรมพัฒนาจิต ปี 2560 (คลิกอ่าน)
 
โรงเรียนบัวลาย / โรงเรียนพุดชาพิทยาคม / โรงเรียนมัธยมด่านขุนทด
 

 

โรงเรียนบ้านหนองตะแบก และโรงเรียนนายางกลักพิทยาคม

โรงเรียนสีคิ้ว "สวัสดิ์ผดุงวิทยา"

ประสบการณ์การอบรมพัฒนาจิตของนักเรียน

ขอเถอะครับเพื่อนๆ อย่ารอกราบพ่อแม่ตอนท่านอยู่ในโลง ­­♥♥

            ผมเคยคิดว่าพวกเรามาทำไม  แค่มานั่งสมาธิ  สวดมนต์  ฟังเทศน์  ฟังธรรม  ที่คิดว่าไร้สาระแต่เปล่าเลย  ทำสมาธิแล้วสงบดีเหมือนกัน  ส่วนเรื่องพระคุณพ่อแม่  ที่เคยคิดมันสำคัญด้วยหรือ  พ่อแม่บ่นเราได้  เราบ่นพ่อแม่บ้างไม่ได้หรือ  ผมเคยคิดว่าที่พ่อแม่บ่นเพราะต้องการแกล้งเรา  แต่ไม่ใช่!  ท่านบ่นเพราะท่านเหนื่อย  ผมถามอีกท่านว่าเหนื่อยอะไร  ทำงานบ้านแค่นี้  แต่ความคิดผมผิดมาตลอด 

            พอมาฟังบรรยายเรื่องพระคุณพ่อแม่  ผมจึงนึกถึงพระคุณท่าน  แม่อุ้มท้องเรามาตั้ง 9 เดือน  แม่ไม่บ่นสักคำ  พ่อต้องออกไปทำงานทุกวันตากแดดหน้าดำทำงานหาเงินเพื่อส่งเสียเราพ่อไม่เคยบ่น  แต่ทำไมเรามาเรียน 9 ชั่วโมงต่อวัน  มาอบรม 4 วัน 3 คืนแค่นี้เราจะบ่นเหนื่อยไม่ได้  เราเอาแต่เที่ยวเฮฮา  ติดสารเสพติด  ติดผู้หญิง  และห่วงผู้หญิงที่ไม่ได้คลอดเรามา  ลืมแม่ที่คอยเช็ดตัวให้ตอนเราป่วยไข้  แต่เวลาแม่ป่วยเราไม่เคยดูแลท่านเลย

            ขอเถอะครับเพื่อนๆ ห่วงแม่พ่อ  กราบท่านตอนมีชีวิตอยู่  ดีกว่าจุดธูปบอก "แม่ครับ  พ่อครับ  ผมขอโทษ" ในตอนที่ท่านอยู่ในโลง

ณัฐวุฒ  โชติกลาง

ม.4/2  โรงเรียนท่าช้างราษฏร์บำรุง


เลิกงมงาย  ไม่เชื่อไสยศาสตร์อีกแล้ว­­ ♥♥

            ผมมีความชอบในเรื่องพุทธศาสนามาตั้งแต่ยังเด็ก  ป.1-2  เริ่มจากการได้ไปวัดและได้จดจำหน้าองค์พระพุทธรูปมาวาดที่บ้านและที่โรงเรียน  พอโตมาก็เริ่มชอบสวดมนต์  ทำสมาธิ  แต่ก็ยังไม่รอบรู้สักเท่าไรนัก  หลงผิดคิดว่าการนั่งสมาธิคือการได้ฌานได้เห็น สวรรค์  นรก  ทำด้วยความอยาก  แต่พอมาที่วัดวะภูแก้วก็ได้เข้าใจเรื่องสมาธิที่ถูกต้องรู้สภาพความเป็นจริงของชีวิต  เข้าใจหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามากขึ้น  ไม่หลงผิด  ไม่งมงาย  ยึดมั่นในพระรัตนตรัย 

            ขอบคุณ ดร.ดาราวรรณ  ก่อนมาก็ได้ติดตามท่านในยูทูป  ผมก็ถูกใจ  ชอบมาก  และจะนำไปบอกให้ผู้ที่สนใจพระพุทธศาสนา  ผมอยากเป็นครูสอนสังคมตามเจตนาที่วางไว้  การมาวัดวะภูแก้วครั้งนี้ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดต่างๆ ที่หลงผิดไปให้ถูกต้อง  ผมมีกำลังใจจากพระอริยสงฆ์  เวลาก่อนนั่งจะจ้องมองภาพพระอริยสงฆ์  หลวงปู่เสาร์  หลวงปู่มั่น  หลวงปู่พุธ  และองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตลอดจนรูปอื่นๆ  ต่อไปผมจะไม่เชื่ออะไรง่ายๆ จะมีเหตุผล  ไม่เชื่อในไสยศาสตร์  เพราะเป็นวิชาหลับใหล  ขัดต่อหลักคำสอนของพุทธศาสนา   และจะนำคำสอนขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าไปใช้ในชีวิตประจำวัน  สาธุ  อนุโมทนามิ  กับผู้ปฏิบัติธรรมทุกท่าน

            ผมอยากเชิญชวนให้คนทำความดี  อย่าทำความชั่วเลย  สมัยนี้ยุคโลกาภิวัฒน์  เจริญแต่วัตถุ  แต่ไม่เจริญจิตใจ  สิ่งยั่วยุมันเยอะ  กิเลสเยอะ  วัดก็ไม่ค่อยเข้า  ศีลก็ไม่ค่อยมี  บาปก็ไม่ค่อยกลัว  ควรเกิดมาเพื่อพัฒนาตนเอง  โชคดีแค่ไหนที่ค้นพบพระพุทธศาสนา  จึงไม่มีภูมิธรรม  คนเราทำดีได้ทุกเมื่อทุกเวลาและทุกสถานที่  ความดีทำยากแต่จำเป็นต้องทำ  มิฉะนั้นความชั่วซึ่งทำง่ายจะเข้ามาแทนที่ตามคำสอนของพ่อหลวง ร.๙  มหาราชธรรมราชา  การปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าก็เหมือนการทำข้อสอบ  ไม่รู้จักอ่านหนังสือ  ค้นคว้า  ทดลอง  ก็สอบไม่ผ่าน  แต่ถ้ารู้จักอ่าน  ปฏิบัติ  อดทน  ขยัน  ก็สอบผ่าน  จึงอยากชี้แนะเพื่อเป็นแนวทาง

กิตติภัฏ  ตุมยะกา

ม.4/2  ร.ร.ละหานทรายวิทยา


อยากได้เวลาเพิ่ม­ ♥

            ตั้งแต่ได้ยินคำว่า  ต้องเข้าค่ายธรรมะ  ความคิดผุดขึ้นมาเต็มหัวว่าไม่อยากไปๆๆ  แต่แล้วมันก็ไม่สามารถทำอย่างที่ใจต้องการได้ ครูบอกว่าใครไม่ไปต้องซ่อมที่โรงเรียนคนเดียว  หนูถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วก็พูดในใจว่าไปก็ไป

            พอมาถึง ณ วัดวะภูแก้ว  ได้มานั่งฟังเรื่องราวต่างๆ ทั้งผลกรรมทั้งเหตุผลต่างๆ ที่ทำให้เชื่อ  แต่ก็ยังน่าเบื่อเพราะต้องนั่งนิ่งๆ ฟัง  พอผู้บรรยายให้นั่งสมาธิ  30 นาที  คือ หนูเป็นคนที่นั่งสมาธิได้แค่ 10-20 นาที  แต่ได้นั่งตั้ง 30 นาที  รู้สึกว่าตายๆๆ  พอได้นั่งก็เริ่มปล่อยวางทำให้สงบ  พูดกับตัวเองว่า  อดทนเดี๋ยวเวลาก็ผ่านไป  แล้วก็ตั้งจิตท่องพุทโธๆๆ  ไปเรื่อยๆ รู้สึกว่าใจเริ่มสงบแล้วก็พูดกับตัวเองว่า  เฮ้ย!  เราก็ทำได้  จากเป็นเด็กที่ไม่ชอบการนั่งสมาธิ  ตอนนี้กลายเป็นเด็กที่ชอบนั่งสมาธิชะงั้น  เวลานั่งก็จะรู้สึกสบายๆ จนถึงตอนนี้ยังเสียดายที่ครูบอกว่า  ครั้งสุดท้ายแล้วตั้งใจแค่ 15 นาที  หนูรู้สึกว่ามันน้อยมาก  หนูอยากได้เวลาเพิ่ม  หนูคิดว่าวัดวะภูแก้วก็ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด  เวลา 3 คืนผ่านไปไวเหมือนโกหก  กลับไปถึงบ้านหนูสัญญาว่าหนูจะดีกับคุณพ่อผู้มีพระคุณ  ครูบาอาจารย์และจำนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไปใช้ในชีวิตประจำวัน  หนูรักวัดวะภูแก้ว  หนูจะไม่มีวันลืมสถาบันที่ดีแบบนี้แน่  และจะจดจำคำสอนที่ว่าอย่าเชื่ออะไรง่ายๆ ถ้ายังไม่พิสูจน์

กฤติยาภรณ์  นวลมิตร

ม.4/2  รร.ร่วมจิตต์วิทยา


การอบรมจิตเป็นเรื่องสำคัญมากๆ­­­♥

            หนูเคยไปอบรมมาหลายที่มากๆ โดยเฉพาะขึ้น ม.4 ช่วงปิดเทอมหนูได้มีโอกาสไปอบรมที่ กทม.  3 วัน อบรมดีมากๆ ทุกที่สอนให้คนเป็นคนดี  หนูก็นำคำสอนนั้นมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันให้เป็นคนดีในระดับหนึ่ง  แต่หนูประทับใจที่นี่มากๆ ก็คือ  “เรื่องการพัฒนาจิต”  เพราะการอบรมที่อื่นไม่มีเรื่องการพัฒนาจิตเลย  เรื่องจิตเป็นที่สำคัญมากๆ  และหนูก็ได้มาเจอที่นี่

 

              ต้องขอบคุณทุกอย่างที่ทำให้หนูมาเจอที่นี่  ถึงแม้ก่อนมาเมื่อได้ยินว่าอบรม 3 คืน  4 วัน  หนูตกใจมาก  “เข้าค่ายอะไรกันตั้ง 3 คืน”  รู้สึกเบื่อหน่ายไม่อยากมา  แต่พอเอามาคิดถึงก็คิดว่า “เอาวะ!  ไหนๆ ก็ต้องไปอยู่ดี  เราก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์ดีๆ ไว้เอามาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุดก็แล้วกัน”  จริงๆ ในใจก็คิดว่า  “ที่ไหนๆ ก็เหมือนกันนั่นแหละ  แต่พอมาที่นี่ในเวลา 3 คืน  หนูได้ประโยชน์มากกว่าที่คิด  โดยเฉพาะเรื่องจิต ซึ่งหนูเป็นคนที่ค่อนข้างฟุ้งซ่าน  แต่ที่นี่ทำให้หนูมีสติมากขึ้น  รู้กฎแห่งกรรมเพิ่มขึ้น  เข้าใจชีวิตมากขึ้น  หนูจะนำการมีสติ  สมาธิ  ไปใช้กับหลายๆ เรื่อง  ขอบคุณมากๆ ค่ะ

ดอกอ้อ  แก่นลา

 ม.4/1  รร.ครบุรี


เจ๋งสุด!  คือพุทธศาสนา­­ ♥♥ 

            เมื่อก่อนหนูไม่เคยเชื่อในศาสนาพุทธเลย  เพราะดูตามข่าวแล้วรู้สึกว่า  “ทำไมศาสนาพุทธจึงเสื่อมจัง”  มันทำให้หนูคิดไม่อยากนับถือศาสนาอะไรทั้งนั้นเพราะหนูเชื่อในตนเองว่าชีวิตเหมือนเกม  เราก็แค่เล่นให้สมบทบาทพอใกล้จบเราก็ตายไม่มีการเริ่มใหม่ “Game Over” 

            แต่ตอนนี้ความคิดเปลี่ยนเมื่อมาวัดวะภูแก้ว  ดร.ดาราวรรณพูดเกี่ยวกับศาสนาหลายๆ อย่าง  จนความคิดหนูเริ่มเปลี่ยน  คือรู้สึกว่าเฮ้ย!  ศาสนาพุทธน่าทึ่งมากๆ ขนาดนี้เลยหรือ  หนูก็อาจมีข้อสงสัยบางอย่างแต่ยังไงก็คิดตามว่าศาสนาพุทธนี่แหละเจ๋งที่สุด  แต่หนูก็ยังไม่เชื่อเต็ม 100%  เพราะหนูไม่ได้เชื่ออะไรง่ายๆ หนูจะเป็นคนดีของสังคม  หนูต้องตั้งใจเรียนจะเดินทางสายกลางตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ 

พัณณิดา  ศรีดี 

ม.4  รร.ครบุรี


สิ่งที่ไม่เคยทำได้ก็มาทำได้ที่นี่­ ♥

            ทันทีที่คุณครูบอกข้าพเจ้าว่าต้องไปวัด  ในความรู้สึกนึกคิดตอนนั้น...อีกแล้วหรือ  ต้องไปจริงๆ หรือ  จะต้องมานั่งสมาธินานๆ  ต้องทนปวดขาอีกแล้ว  ที่คิดแบบนี้เพราะจากประสบการณ์การเข้าค่ายที่ผ่านมาข้าพเจ้าไม่เคยนั่งสมาธิได้เลย  เวลาที่พระท่านให้นั่งก็นั่งพอให้เสร็จๆ ไป  ไม่ได้อะไร

            แต่การมาเข้าค่ายที่วัดวะภูแก้วครั้งนี้  ที่นี่ทำให้ข้าพเจ้าทำอะไรที่ข้าพเจ้าไม่เคยทำได้เลยสำเร็จผล  ที่วัดวะภูแก้วสอนไม่เหมือนที่อื่น  ที่นี่สอนเข้าใจ  ทั้งในเรื่องการเรียนและทางธรรม  ที่นี่เป็นที่แรกที่ข้าพเจ้านั่งสมาธิได้นานที่สุด  และรู้ซึ้งถึงพระคุณพ่อแม่มากที่สุด

            ในตอนบรรยายพระคุณพ่อแม่ทำให้ข้าพเจ้าน้ำตาไหล  คิดถึงหน้าพ่อหน้าแม่ขึ้นมา  ข้าพเจ้าไม่เคยบอกรักพ่อและแม่  และไม่มีโอกาสได้บอกรักพ่ออีกแล้ว  ข้าพเจ้าคิดถึงพ่อมาก  อยากบอกรัก  อยากกอดพ่อ  แต่สิ่งที่ทำได้คือ  ได้แต่เจริญภาวนาคิดถึงหน้าพ่อแล้วอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้พ่อ  ส่วนแม่ที่ยังมีชีวิตอยู่ข้าพเจ้าตั้งใจเลยว่ากลับไปจะไปบอกรักแม่  จะไม่ทำให้แม่ลำบากใจ  จะตั้งใจเรียนและทำให้แม่ภูมิใจว่าลูกคนที่ไม่ได้เรื่องคนนี้ไม่ดีคนนี้  จะทำให้แม่สบายให้ได้

พรรณภา  หลักสุโพธิ์

ม.6/1  รร.บัวลาย


 คิดได้ในทุกๆ เรื่อง

            ถ้าพูดถึงคำว่า  “เข้าค่ายธรรมะ”  ใครๆ ก็คงไม่ชอบ  แต่เมื่อได้มาเป็นเวลาเพียงแค่ 3 คืน 4 วัน  เป็นเพียงเวลาสั้นๆ แต่มีความหมายมากมายต่อตัวเอง  จนทำให้รู้สึกว่าทุกอย่างมีค่า

            จากการอบรมทำให้ตัวเองรู้สึกคิดได้มากขึ้น  รู้จักคำว่า “ผู้มีพระคุณ”  รู้จักคำว่า “รัก”  กตัญญูต่อพ่อแม่  มีหลายอย่างที่อยากบอกพ่อและแม่ถึงแม้ครอบครัวเราจะไม่สมบูรณ์เหมือนคนอื่นแต่เราก็มีความสุขได้  ดิฉันเคยแอบคิดว่าตัวเองไม่มีค่า  ไม่มีใครรัก  คิดมาตลอดเวลา 6 ปีเต็มว่าพ่อไม่รัก  พ่อรักครอบครัวโน้นมากกว่าครอบครัวเรา  เคยคิดเถียงเคยอยากตัดขาดพ่อเสมอ  แต่พอมาที่วัดนี้มันทำให้คิดได้ว่าพ่อคือคนที่รักเรามากที่สุดแล้ว

            ขอบคุณคณะวิทยากรทุกท่านมากที่ทำให้คิดได้ในทุกๆ เรื่องอีกครั้ง

วนิชพร  สอนดี

ม.5/1  รร.บัวลาย


กิจกรรมซ้ำๆ แต่ใจไม่เหมือนเดิม

            ก่อนที่ดิฉันจะมาวัดวะภูแก้ว  ดิฉันมีความรู้สึกว่าทำไมต้องมา?  ทำไมต้องเข้าวัด?  เพราะดิฉันเข้าใจว่าเด็กวัยรุ่นอย่างดิฉันควรอยู่บ้าน  อ่านหนังสือการ์ตูน  ดูละคร  เล่นเกมสิ  ไม่ใช่เข้าวัดเหมือนคนแก่  และชีวิตวัยรุ่นยังมีข่าวสารที่เราคิดว่าสำคัญ  เช่น  เรื่องความรักของคนอื่น  หรือในโพสต์ของเพื่อนที่โพสต์ว่าอยากนั่นอยากนี่  แต่เราไม่เคยลองอ่านข่าวที่สำคัญจริงๆ เช่น  ข่าวบ้านเมือง  ข่าวโลก  เพราะเราคิดว่ามันไกลตัว 

            วันแรกของการเข้าวัดดิฉันได้นั่งสมาธิ  สวดมนต์  แผ่เมตตา  ดูวิดีโอแต่ไม่ใช่เรื่องไร้สาระที่ดิฉันเคยดูมาก่อน  นั่งสมาธินานไม่เคยคิดว่าตัวเองจะนั่งได้นานขนาดนี้  แต่ละวันทำกิจกรรมซ้ำๆ เดิมๆ แต่ใจ  “ไม่เหมือนเดิม"  วันสุดท้ายดิฉันคิดคำได้ว่า  “มาแบบมืด  กลับแบบสว่าง”  หรือ  หน้ามือเป็นหลังมือ

ชฎาธาร  ไม้เกตุ

ม.4/4  รร.ครบุรี


กราบแรกตอนพ่อตาย­­ ♥♥

            ยอมรับเลยว่าตอนแรกไม่ได้อยากมาเข้าค่ายเลย คิดว่าน่าเบื่อมาก  ต้องทรมานแน่ๆ พอฉันมาถึงก็เจอ ดร. คนหนึ่ง  พูดเยอะมาก  ขี้โม้มาก  แต่ว่า ดร.คนนี้ทำให้ฉันได้คิดว่า  การมาครั้งนี้จะต้องได้อะไรกลับไป  ดร.ได้พูดถึงพระคุณพ่อแม่ให้ทราบก่อนที่จะสายเกินไป

            พ่อของฉันชอบเมา  ชอบกินเหล้า  จึงทำให้ฉันไม่เคยนึกถึงพ่อเลย  ฉันรู้สึกว่าพ่อไม่เคยรักฉันด้วยซ้ำ  ไม่เคยคิดที่จะกราบเท้าท่าน  จนวันหนึ่ง  ท่านได้ล้มลงเนื่องจากเส้นเลือดในสมองแตก  อยู่ได้ไม่ถึงอาทิตย์พ่อก็เสียชีวิต  ฉันเสียใจมากร้องไห้ทั้งวันไม่หยุด  ฉันได้แต่กราบลาหน้าโลงศพของท่านโดยไม่มีโอกาสที่จะได้กราบเท้าท่านให้ท่านเห็นให้ท่านชื่นใจว่าลูกคนนี้ได้กราบเท้าท่าน  ไม่เคยที่จะได้ทำให้ท่านมีความสุขได้ในตอนที่ท่านอยู่  ฉันเสียใจ  ถ้ามีโอกาสฉันคงจะกลับไปกราบเท้าท่านกอดท่านบอกรักท่าน  ฝากถึงคนที่ไม่เคยจะกราบเท้าพ่อแม่  ให้กลับไปกราบเท้าท่านก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้กราบเท้าท่าน  ไม่ได้บอกรักท่าน  ทำดีเพื่อท่านก่อนที่จะไม่ได้ทำ  ขอบคุณ ดร.  ที่ทำให้คิดได้และทำให้ฉันดีขึ้น

อนงค์นาถ  ขึ้นด่านกลาง

ม.4/8  รร.ห้วยแถลงพิทยาคม


มีบุญเหลือเกิดที่ได้มาวัดนี้­­ ♥♥

            ฉันเป็นเด็กนิสัยไม่ดีคนหนึ่งเลยก็ว่าได้  ฉันอยู่ในครอบครัวถือว่าฐานะดีเลยล่ะ  จึงเป็นคนเอาแต่ใจ  อยากได้อะไรก็ต้องเอาให้ได้  ถ้าไม่ได้ตามที่ขอฉันจะทำกิริยาไม่ดีใส่  มีครั้งหนึ่ง  ฉันขอเงินแม่เพื่อไปซื้อเสื้อผ้าสิ่งของตามที่ฉันอยากได้  แม่ตอบมาว่า  เดือนนี้แม่ตกงานอยู่  ขอเป็นเดือนหน้าหรือวันที่แม่มีเงินก่อนได้ไหม  ตอนนั้นฉันอารมณ์เสียมาก  ฉันจึงบอกแม่ไปว่า  ถ้าไม่ให้ก็ไม่ต้องให้อีกหรอก  ดูคนอื่นเขาได้ใส่เสื้อผ้าสวยๆ ฉันรู้ว่าฉันเลวมากที่พูดกับแม่อย่างนั้น  แม่ร้องไห้เพราะฉันบ่อยๆ แต่ฉันยังไม่ค่อยรู้สึกหรือมีจิตสำนึกเท่าไร  แต่ตอนที่ทะเลาะกับแม่ฉันขอโทษแม่ทุกครั้ง   แม่จึงบอกว่า  “หนูจะเลวจะด่าแม่อย่างไรแม่ก็ไม่มีวันโกรธหนูหรอกลูก”  แล้วจนวันนี้ที่ฉันได้มาปฏิบัติธรรมที่วัดวะภูแก้ว  ฉันจึงรู้ว่า  ขึ้นชื่อว่า “แม่”  ให้อภัยลูกเสมอ  รักลูกเสมอ  วัดนี้ทำให้ฉันเข้าใจแล้วว่า  “ไม่มีใครรักเราเท่าพ่อแม่”  การได้มาวัดวะภูแก้วนั้นมีบุญเหลือเกิน

จารุพร  โนนทอง

ม.4/2  รร.ห้วยแถลงพิทยาคม


ย่าจะไม่เหนื่อยและเสียน้ำตาเพราะหนูอีกแล้ว­ ♥

            หนูเป็นเด็กกำพร้าคนหนึ่ง  ที่ถูกพ่อแม่ทิ้งตั้งแต่เด็กๆ ท่านทิ้งหนูให้อยู่กับย่าและปู่และพี่ชาย เรามีกันอยู่เพียง 4 คน  พอหนูโตขึ้นประมาณ ม.2  หนูก็ดื้อก็เกเรเหลวไหลชอบเที่ยวกลางคืน  สองสามวันจะกลับบ้านอีกครั้ง  พอหนูมาถึงบ้านย่าชอบถามนั่นถามนี่  หนูรำคาญมากเลยตะคอกใส่ย่าและด่าย่า  แล้วย่าก็เดินหนีไปแอบร้องไห้คนเดียว  จนมาวันหนึ่งมีเพื่อนชวนสูบยา  ด้วยความที่หนูอยากรู้อยากลองหนูก็เลยสูบ  สูบไปเรื่อยๆ และกินเหล้าจนเมาแล้วค่อยแยกย้ายกันกลับบ้าน  ถึงบ้านประมาณเที่ยงคืน  ก็เห็นย่านั่งรอหนูแต่หนูไม่สนใจแถมยังต่อว่าย่าอีกด้วย  วันนั้นเป็นวันที่หนูเห็นน้ำตาย่า  หนูรู้สึกผิดต่อย่าและหนูก็เดินเข้าห้องไปนอนคิดว่าหนูทำอะไรไม่ดีบ้าง  พอคิดหนูก็ร้องไห้  หนูรู้สึกผิดและสำนึกมากๆ หนูก็ยังไม่เลิกทำนิสัยเก่า

            พอมาปฏิบัติธรรมที่วัดวะภูแก้วหนูก็สำนึกผิด  กลับบ้านไปหนูจะกราบเท้าย่าและขอโทษท่าน  และหนูจะไม่ทำให้ย่าเสียใจอีก  จะเป็นเด็กดีและจะเชื่อฟังย่า  จะไม่ตะคอกใส่ย่า จะช่วยทำงานบ้าน  จะทำทุกอย่างแทนย่าทั้งหมดเพราะย่าเหนื่อยกับหนูมาเยอะแล้ว  หนูจะไม่ให้ย่าเหนื่อยอีกต่อไป

คันธารัตน์  หอมดวง

ม.4/5  รร.ห้วยแถลงพิทยาคม


ลูกขี้ขอจะทำตัวใหม่­­ ♥♥

            หนูเป็นลูกที่กำพร้าแม่มาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ  แม่หนูได้จากหนูไปจากโลกนี้ไปแล้ว  หนูคิดถึงแม่เสมอ  หนูหวังว่าสักวันแม่อาจจะมาเข้าฝันหนู  หนูอยากรู้ว่าแม่เป็นอย่างไร  แม่สบายดีอยู่ไหม  แม่ทุกข์อยู่ไหม  แม่ได้ไปสู่สุคติหรือยัง  ตอนนี้หนูอาศัยอยู่กับป้า  ป้าที่เปรียบเสมือนแม่ของหนู  ส่วนพ่อของหนูไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ

            ตั้งแต่หนูรู้ความมา  พอถึงวันเกิดหนู  หนูก็จะขอของขวัญวันเกิดจากพ่อ  บ้างก็ขอเงินเพื่อจัดงานวันเกิด  บ้างก็ขอโทรศัพท์เครื่องใหม่  มีอยู่ปีหนึ่งหนูโทรไปหาพ่อเพื่อขอของขวัญวันเกิด  และพ่อก็บอกว่า  “พ่อไม่มีเงิน”  และหนูก็บอกว่า “หนูต้องได้ของขวัญวันเกิด”  และพ่อบอกว่า “เดี๋ยวรอพ่อหาเงินให้ได้ก่อน”  และหนูหรือพ่อโทรหากันทีไร  หนูก็ชอบทวงของขวัญวันเกิดกับพ่อ  ตั้งแต่หนูเกิดมาหนูเคยกราบพ่อแค่ครั้งเดียวเอง  เพราะพ่อท่านมาหาได้ปีละครั้งสองครั้ง  พ่อหนูทำงานขับรถรับจ้างสามล้อ  และในวันเทศกาลท่านก็ไม่ได้กลับมาบ้าน  หนูก็คิดอยู่ในใจว่า  “พ่อไม่ชอบมาบ้านเลย”  หนูเหมือนเด็กกำพร้าทั้งพ่อทั้งแม่เลย  เหมือนพ่อไม่สนใจหนู  ไม่เป็นห่วง  ไม่ห่วงใยลูกคนนี้เลยหรือ  แต่ในทุกๆ เดือนพ่อจะส่งเงินมาให้เดือนละ 2,000  หนูก็คิดน้อยใจพ่ออยู่  และปัจจุบันนี้หนูอยู่กับป้า  หนูก็อยู่สุขสบายดี  ในบางครั้งป้าท่านอาจด่าอาจว่า  จนทำให้หนูท้อแท้นึกถึงพ่อนึกถึงแม่

            พอมาปฏิบัติธรรมที่วัดวะภูแก้ว  ได้เรียนรู้เรื่องพระคุณพ่อแม่  ก็ทำให้หนูนึกถึงการกระทำของตนเองในวันเกิด  หนูมีแต่ขอๆ พ่อ  อยากได้อะไรก็ขออย่างเดียว  ไม่เคยนึกเลยว่าท่านจะเหนื่อยไหม  และตอนนี้หนูรู้แล้ว  สำนึกแล้วและจะทำตัวใหม่  ทำตัวเป็นลูกที่ดี  หนูขอสัญญา

ปาริชาติ  ป่าขมิ้น

ม.4/2  รร.ห้วยแถลงพิทยาคม


เด็กหลงผิดได้สำนึก­­ ♥♥

            คนเราเกิดมาย่อมมีชีวิตที่แตกต่างกัน  อยู่ที่เวรหรือกรรมของบุคคลคนนั้น  การเกิดมาในครั้งหนึ่งโดยไม่รู้สาเหตุว่าทำไมเราถึงต้องเกิดมาเป็นลูกของผู้หญิงและผู้ชายสองคนนี้  ตลอดระยะเวลาเราสามคนพ่อแม่ลูกไม่ค่อยมีเวลาให้กัน  เพราะพ่อและแม่ต้องไปทำงานที่อื่น  ทำให้นานๆ ครั้งถึงจะได้กลับมาหาฉัน  เมื่อเริ่มโตความคิดก็เริ่มเปลี่ยน  คิดไปต่างๆ นานาว่าพ่อแม่ไม่ได้ตั้งใจที่จะเลี้ยงดูเรา  เขาแค่ทำไปเพราะผิดพลาด  ทุกครั้งที่พ่อและแม่กลับมาหาฉันนั้น  ฉันไม่เคยที่จะเข้ามาหาหรือแสดงความรักให้กับท่านสักเท่าไร  เพราะเอาความคิดของตนเองเป็นใหญ่  เมื่อมีคนถามถึงสารทุกข์สุกดิบของพ่อและแม่  ฉันจะรู้สึกไม่สบายใจและรู้สึกอึดอัดใจที่ท่านไม่ค่อยเอาใจใส่ฉันสักเท่าไหร่ 

            จนวันหนึ่งฉันได้มีโอกาสมาเข้าค่ายธรรมะ  ณ วัดวะภูแก้ว  ทำให้ความคิดของฉันเปลี่ยนไป  ฉันสำนึกผิดอย่างมาก  การเข้าค่ายครั้งนี้ให้อะไรหลายอย่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิต  ขอขอบคุณที่ทำให้คนหลงผิดคนนี้สำนึกผิดได้

ภาณิดา  วงษ์บ้านคู่

ม.4/6  รร.ห้วยแถลงพิทยาคม


ทำไมจึงทำกับแม่อย่างนี้­ ♥ 

            แต่ก่อนผมเป็นเด็กไม่ดี (มากๆๆ)  แต่ละวันมีแต่คำว่าเที่ยวๆ ไม่เคยเข้าเรียน  จนติด 0  และ มส.  พอแม่รู้แม่เสียใจมากครับ  ทุกวันๆ แม่จะถามผมว่าแก้เสร็จหรือยังลูก  ถามอยู่ทุกวัน  ผมก็ผัดวันประกันพรุ่ง  บอกแม่ว่าอาจารย์ยังไม่นัด  อาจารย์ไม่ว่าง  จนสอบจบ ม.3  เตรียมขึ้น ม.4  ผมก็ยังแก้ไม่เสร็จ  แม่ก็ให้ผมไปหาอาจารย์ทุกวันจนแก้เสร็จ ผมเห็นสีหน้าของแม่ทุกๆ วันว่าสีหน้าของแม่ดูไม่มีความสุขเลย  ผมเลยคิดที่จะเปลี่ยนตัวเอง  ผมก็ทำได้นะ  แต่ก็ไม่ได้ดีมากนัก  แค่ไม่โดดไม่ค่อยเที่ยวก็แค่นี้  พอได้มาที่วัดวะภูแก้ว  ทำให้ผมว่าการที่ผมทำอย่างนี้กับแม่มันผิด  ได้มานั่งสมาธิทำให้จิตใจของผมดีขึ้น  และสิ่งที่ผมคิดอยู่เป็นประจำคือทำไมจึงทำกับแม่แบบนี้  ต่อไปนี้จะเอาแนวทางความดีจากวัดวะภูแก้วไปทำตามเพ่อจะทำให้ครอบครัวมีความสุข

จักรพันธ์  เอือจันทร์

ห้อง ปวช.1    รร.ห้วยแถลงพิทยาคม


ได้คิดจากการอ่านเรื่องของ “ขจร” ­♥

            การที่ข้าพเจ้าได้มาอบรมที่นี่  ตอนแรกก็ไม่อยากมาแต่อาจารย์บังคับ  หนูก็ไม่พอใจว่ามาหลายวัน  เพราะไม่อยากฝากโทรศัพท์  พอมาถึงวันแรก  ก็โอโห!  เบื่อ  ปวดหลัง  ปวดขา  อยากกลับบ้าน  ตื่นก็เช้ามาก  สวดมนต์แต่ละบทก็ยาว  นั่งสมาธินาน  หนูยังหลับ

            พอวันที่ 3-4 ก็ปรับตัวได้  นั่งสมาธินานได้  ไม่หลับ  สวดมนต์ได้ไม่บ่น  รู้สึกว่ามีสมาธิมากขึ้น  ไม่หลุดไม่หล่น  ตั้งใจฟังมากขึ้น  นั่งคุยกับเพื่อนน้อยลง  และได้อ่านหนังสือเรื่องของขจร*  แล้วได้เรียนรู้จึงเป็นคติเตือนใจอย่างมาก  ขจรเป็นคนดีแต่คบเพื่อนไม่ดีและเชื่อเพื่อนมากทำให้ต้องเสียทั้งอนาคตและเสียชีวิตในที่สุด    และดิฉันจะไม่ทำเหมือนขจร  ขจรแค่ผิดพลาดครั้งเดียวแล้วมีคือทุกข์และเจ็บปวดที่สุด  ดิฉันชอบหนังสือเล่มนี้มาก

            *หนังสือเรื่อง “เด็กหญิงของเรา”  เขียนโดย  พญ.ชัญวลี  ศรีสุโข  ซึ่งจัดให้เด็กฝึกสมาธิในการอ่าน

สุดารัตน์  ศรอินทร์

ม.5/3  ร.ร.พระทองคำวิทยา


รู้แล้วว่าแม่ไม่เคยรังเกียจลูก

            ก่อนมาวัดวะภูแก้ว  หนูเถียงพ่อเถียงแม่  เวลาแม่สอนหนูชอบหนีออกจากบ้าน  กลับมาก็เกือบ 5 โมงเย็น  บางครั้งหนูคิดว่าแม่ไม่เคยรักหนู  แม่รักแต่น้อง  เวลามีตลาดนัดหนูชอบขอเงินแม่  บอกแม่ว่าไปทำงานกับเพื่อน  ถ้าหนูไม่ส่งงานหนูจะติด 0 – ม.ส.  แม่ก็ให้เงินหนู  หนูบอกแม่ว่าเงินแค่นี้มันจะพออะไร  แม่ก็บอกให้ใช้ประหยัด  หนูก็โยนเงินใส่หน้าแม่  แม่ร้องไห้  หนูก็ไม่สนใจเพราะคนที่เสียใจมันต้องเป็นหนู

            พ่อกับแม่เลิกกันตอนมีน้อง  หนูว่าน้องว่า  “อีตัวซวย”  แต่แม่บอกว่าน้องไม่ผิด  แม่ผิดเอง  หนูก็ไม่เข้าใจกับคำคำนี้  แต่ตอนนี้หนูเข้าใจทุกอย่างแล้วว่าแม่รักหนูรักน้อง  ตอนเล็กๆ แม่ตามใจหนูมาตลอด  แต่ตอนนี้หนูรู้แล้วว่าแม่ไม่เคยเกลียดลูก  หนูอยากบอกอย่างหนึ่งกับแม่คือ  หนูรักแม่ค่ะ  หนูขอบคุณทุกท่านที่ให้ความรู้และขอบคุณวัดที่ทำให้หนูคิดได้  ตอนแรกหนูก็ไม่อยากมาหรอก  แต่พอมาหนูก็รู้ว่าวัดนี้ดีจริงๆ

พลอยไพลิน  มีชำนาญ

ม.2/1  ร.ร.พระทองคำวิทยา


พ่อแม่ทำงานหนักไม่เคยบ่น

            ตั้งแต่วันแรกหนูก็รู้สึกเบื่อไม่อยากนั่งสมาธิ  ไม่อยากสวดมนต์  พอมาวันที่ 2  ก็รู้สึกเบื่ออีก อยากกลับบ้าน  อยากนอน  คิดอย่างเดียวคือมันน่าเบื่อ  แต่ก็ทนจนเช้าวันที่ 3  ก็รู้สึกอะไรๆ ดีขึ้นไปหมดทุกอย่าง  จากที่นั่งสมาธิไม่พอ 1-2 นาที  กลับนั่งได้นานกว่าเดิม  คิดอย่างเดียวเราต้องเอาบุญไปให้พ่อแม่เยอะๆ แล้วก็นึกถึงท่านทำงานเหนื่อยกว่าเราตั้งเยอะ  เราแค่นั่งไม่กี่นาทีทำไมเราต้องบ่น  ท่านทำงานหนักยังไม่เห็นบ่น  ถึงวันที่ 3  ก็คิดว่านั่งสมาธิก็ดีเหมือนกัน  มันไม่เห็นจะน่าเบื่อตรงไหนเลย  ทำให้จิตสงบดี

กุลรัตน์  คุณธรรม 

ม.1  ร.ร.กระเบื้องนอกพิทยาคม 

 

ประสบการณ์ผู้เข้ารับการอบรมพัฒนาจิต
สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง 27-31 มี.ค. 2561

ผมชนะแล้ว­­­ 

            แม้จะไม่มีข้อบังคับหรือข้อกำหนดไว้  แต่ผมตั้งปณิธานไว้กับตัวเองว่า  ช่วงที่เข้าอบรมธรรมะที่วัดวะภูแก้ว  ระหว่างวันที่  27-31 มีนาคม 2561  ผมขอปิดโทรศัพท์มือถือ  ของดการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกสักครั้ง  และเปิดใจรับความรู้ฝึกฝนอบรมกรรมฐาน  เพิ่มพลังจิต  พลังปัญญาฟังเสียงนกร้อง  เสียงจักจั่นในหน้าร้อน ชมกระรอกขาว  ท่ามกลางความร่มรื่นของต้นไม้และธรรมชาติเขียวสบายตา

            พอวันนี้  วันสุดท้ายของการอบรม (31 มี.ค.)  ผมก็บอกตัวเองได้ว่า ผมได้รับประสบการณ์เพิ่มพลังชีวิต ณ วัดวะภูแก้วเต็มที่  เต็มพลัง  ตามเหมาะควรแก่วันเวลาที่ได้มาฝึกฝนอบรมเพื่อพัฒนาชีวิตตนเอง

            ตื่นตี 4  ตามเสียงระฆังที่พระตี  ก่อนกำหนดตื่นของผู้เข้าอบรมครึ่งชั่วโมง  ได้กำไรชีวิตเพิ่ม  ได้ปฏิบัติธรรมและชมธรรมชาติในวัด  จิตใจอยู่กับกุศลล้วน  ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ต้นจนจบโดยการรู้สึกโปร่ง  โล่ง  เบา  สบาย  ไร้กังวล

            หลักสูตรที่อาจารย์ ดร.ดาราวรรณ  เป็นผู้อำนวยการก็มีส่วนผสมของทฤษฏีและปฏิบัติที่ลงตัว  กลมกล่อม  มีประโยชน์สูงสุดตามความเหมาะสมของระยะเวลา

            ผมชนะแล้ว!   ชนะใจตนเองได้ และเพิ่งทำได้ในรอบนานนับ 10 ปี

                                                                                                เชาวลิต  บุณยภูษิต
                                                                                        สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง


ปาฏิหาริย์วันดอกไม้บาน­­ 

            ก่อนจะมาวัด  กระทรวงแจ้งว่ามีการปฏิบัติธรรมมีให้เลือก 3 วัด  วัดวะภูแก้วเป็นวัดที่ผมยังไม่เคยไป  และก็ไม่รู้ว่าวัดวะภูแก้วมี อ.ดาราวรรณ  เด่นอุดม  เป็นครูใหญ่  เพราะก่อนหน้านั้นไม่นาน  ผมดูคลิปใน Line มีคุณดู๋ สัญญา (รายการเจาะใจ)  และอีกรายการมีพี่ต๋อยไตรภพ  เป็นพิธีกร (รายการ Club 7)   ฟังแล้วก็ได้แต่ว่าอยากไปจึงจดเบอร์โทรเอาไว้

            จนวันแรกมาถึงวัดก็ยังไม่รู้  จน อ.ดาราวรรณ  มาพูดจึงรู้สึกขนลุก  ถือเป็นปาฏิหาริย์เพราะไม่คิดว่าจะมีจริง  โดยปกติผมจะเป็นพวกวิทยาศาสตร์จ๋า  ไม่ค่อยเชื่อเรื่องปาฏิหาริย์

            แต่ก็ยังไม่ใช่ปาฏิหาริย์แค่ชั้นเดียว  ยังมีชั้นที่ 2 อีก  คือ  ดอกไม้บานในใจ  เมื่อมาพบคณะอาจารย์ของ ดร.ดาราวรรณ  ซึ่งมาทำหน้าที่ในวัดวะภูแก้วแห่งนี้  กำลังใจเกิดขึ้นเยอะเลย  เห็นภารกิจของคณาจารย์แล้วรู้เลยว่าจิตที่ฝึกดีแล้วเป็นอย่างไร

            คณาจารย์ต้องเสียสละ  ทั้งด้านวัตถุ  ตำแหน่งหน้าที่  เงินทอง  ความสะดวกสบาย  กลับต้องมาวิริยะ  อุตสาหะ  ปากเปียกปากแฉะ  เพื่อที่จะบรรลุจุดมุ่งหมายให้คนเป็นคนดีกลับคืนสู่สังคม ถ้าต้นไม้  ดอกไม้คือหลักชัย  คนดีก็จะเป็นหลักชัยของคณาจารย์ ของ อ.ดาราวรรณ


                       หากเปรียบคณาจารย์ของ อ.ดาราวรรณ  เป็นต้นไม้  ถ้าพวกเราช่วยกันแม้จะไม่ถึงกับต้องมาเป็นคณาจารย์เยี่ยงนี้  ก็แค่ช่วยประชาสัมพันธ์  ชวนให้คนมากันเยอะๆ ดอกไม้ (คนดี)  ก็คงจะบานกันเต็มประเทศไทย...สาธุ  กับคณาจารย์ของ อ.ดาราวรรณ  เด่นอุดม

                                                                                                สง  พงศ์ศุภนิมิต
                                                                                     กรมศุลกากร  กระทรวงการคลัง


  คิดได้ในสิ่งที่ไม่เคยคิดมาก่อน­­ 

            วันที่ 27 มีนาคม 2561  ผมได้เดินทางมาเพื่อร่วมกับคณะของหน่วยงานที่สังกัดกระทรวงการคลัง  มาที่วัดวะภูแก้ว  เพื่อเข้าร่วมปฏิบัติธรรม  ทีแรกคิดว่าคงจะต้องปฏิบัติร่วมกับคณะพระคุณเจ้า  เพราะโดยปกติแล้วที่เคยปฏิบัติมามีแต่พระคุณเจ้าเป็นวิทยากรสอนกรรมฐาน  แต่พอมาถึงแล้ว มีแต่คณะวิทยากรที่เป็นฆราวาสและเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทั้งสิ้น

            เมื่อเริ่มวันแรกที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมของทางศูนย์พัฒนาจิตก็พบว่าสมกับคำว่าพัฒนาจิต  เนื้อหาในการสอนก็เป็นเนื้อหาที่ผู้ฟังฟังแล้วจะต้องมีการพัฒนาทั้งจิตและพฤติกรรมอย่างแน่นอน  ซึ่งข้าพเจ้าภูมิเดิมก็เคยปฏิบัติกรรมฐานมาพอสมควร  แต่เมื่อได้ร่วมกิจกรรมแล้วทำให้ข้าพเจ้าได้คิดในสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งๆนั้นที่ข้าพเจ้าได้กระทำลงไปเป็นสิ่งที่ไม่ดี  และมีผลต่อการดำรงชีวิตของตัวข้าพเจ้าเอง  เช่น  ข้าพเจ้ามีอาการปวดหลังและขามาก  คิดว่าคงเป็นเพราะการที่ข้าพเจ้าออกกำลังกายหนักเกินไป  แต่เมื่อได้ฟังการบรรยายเกี่ยวกับกรรมที่ทุกคนได้รับแล้วทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเมื่อครั้งที่ข้าพเจ้ายังเด็กอายุ 12 ปี  ได้เดินทางไปบวชเป็นสามเณรที่วัดป่าแห่งหนึ่งของจังหวัดอุดรธานี  แต่ก่อนบรรพชาทางวัดมีกติกาอยู่ว่าผู้ใดจะบวชอยู่วัดนี้จะต้องเข้านาคและปฏิบัติกรรมฐานอย่างน้อย 1 เดือน  ในฐานที่เป็นเด็กก็เล่นไปตามประสาเด็ก  ได้ไปล่วงเกินสัตว์ประเภทกบเขียดได้ทำให้เขาขาหักบ้างหลังหักบ้าง  เลยคิดว่าคงจะเป็นกรรมที่ข้าพเจ้าได้กระทำเอาไว้  เมื่อได้ปฏิบัติตามที่คณะวิทยากรแนะนำแล้วคือให้อุทิศส่วนกุศลให้กับเขาโดยเป็นการเฉพาะเจาะจงลงไป  ก็รู้สึกว่าอาการของข้าพเจ้าก็รู้สึกว่าดีขึ้นไม่เจ็บมาก  จึงอยากจะบอกว่าการที่ได้มาร่วมปฏิบัติธรรมในครั้งนี้คุ้มค่าจริงๆ ครับ

                                                                                                 มิ่งศิษฐ์  อุตตะมะธนานนท์
                                                                                              สรรพสามิตพื้นที่  สาขาบรบือ


เป็นบุญที่ได้มา­ 

            การมาอบรมปฏิบัติธรรม  กระผมเห็นว่าเป็นโครงการที่ดี  ได้บุญได้กุศล  และกระผมก็ชอบและเคยเข้ารับการอบรมการปฏิบัติธรรมหลายครั้ง  จึงสมัครเข้าร่วมโครงการในโควต้าของกรมสรรพสามิต  ปรากฏว่าประกาศรายชื่อผู้เข้ารับการอบรมมีชื่อตัวเอง  นับเป็นบุญวาสนาของกระผม  รู้สึกดีใจมาก

            ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ  วัดวะภูแก้ว  มีพร้อมทุกอย่าง  ไม่ว่าอาคารสถานที่  หอพัก  อาคารฝึกอบรม  ลานปฏิบัติธรรม  ห้องน้ำสะอาดมีจำนวนมากพอเพียงรองรับผู้เข้าอบรมจำนวนมาก  สถานที่เงียบสงบ  ไม่มีเสียงรบกวนเหมาะสำหรับการปฏิบัติมาก

            การปฏิบัตินั่งสมาธิเจริญภาวนา  ด้วยสถานที่แห่งนี้เหมาะกับการฝึกปฏิบัติและขั้นตอนการสอนของอาจารย์เข้าใจง่าย  ได้รับความรู้  ได้รับธรรมะ  ได้รับข้อคิดที่ดีๆ จากพระคุณเจ้าและจากคณะวิทยากรที่มีประสบการณ์มากมาย

            ได้อานิสงส์จากการสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น  และรู้สึกเข้าใจในบทสวดมนต์เพราะเป็นการทำวัตรแปล  เข้าใจความหมายของบทสวดมนต์

            ได้ทำบุญถวายสังฆทาน  และโมทนาบุญ

            ได้หลักการปฏิบัติสมาธิเบื้อต้น  เพื่อเป็นแนวทางในการฝึกปฏิบัติในครั้งต่อไป

                                                                                                สุทธี  ไชยฮะนิจ
                                                                                  สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่กาฬสินธุ์


 ออเจ้าบาปหนานัก  จึงต้องมาปฏิบัติธรรม­ 

            การมาปฏิบัติธรรม ณ วัดวะภูแก้วแห่งนี้  ข้าพเจ้ามาด้วยความสมัครใจ  แต่ผู้สมัครมาค่อนข้างเยอะ  โอกาสที่จะได้มาก็น้อยมาก  ข้าพเจ้าเลยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจอะไร  เพราะคิดว่าถ้าได้ไปก็ดี  แต่ถ้าไม่ได้ไปก็ไม่เป็นไร  เพราะคิดว่าถ้าได้ไปก็ดี  แต่ถ้าไม่ได้ไปก็ไม่เป็นไร  เอาไว้โอกาสหน้าคงจะมีสักวัน  แต่เมื่อกรรมการสรรพสามิตแจ้งรายชื่อมา  มีรายชื่อข้าพเจ้าอยู่ด้วยก็ดีใจมาก  แล้วมีเพื่อนๆ หลายคนโทรมาถามว่าเราก็สมัครนะทำไมไม่ได้ไป  เขาก็แอบเสียดาย  หัวหน้าได้ยินก็เลยพูดแซวว่า  เขาเลือกคนบาปมาอบรม  ออเจ้าบาปหนานะ  จึงถูกส่งไปอบรม  ข้าพเจ้ารู้สึกว่าหัวหน้าแค่พูดแซวเล่นเป็นเรื่องตลก  พวกเพื่อนร่วมงานก็หัวเราะกันเป็นเรื่องสนุก  แต่ในใจก็อดคิดไม่ได้  หรือเราจะเป็นคนบาปจริง  แต่เรารู้ตัวเองดีว่าเราไม่ใช่คนบาป  เพราะข้าพเจ้าชอบทำบุญทำทานเป็นประจำอยู่แล้ว  พอได้มาปฏิบัติธรรมที่นี่จริงๆ มาวันแรกแอบรู้สึกท้อนิดๆ เพราะต้องตื่นแต่เช้าทุกวันแล้วก็ปฏิบัติเคร่งครัดมาก  แต่พอมองคนอื่นๆ ตั้งใจปฏิบัติกัน  ข้าพเจ้าก็บอกตัวเองว่าคนอื่นทำได้  เราก็ต้องทำได้  พอตื่นมาอีกวันก็เริ่มตั้งใจปฏิบัติมากขึ้นและเริ่มมีความสุขกับการเจริญภาวนา  และตั้งใจฟังขณะที่อาจารย์ทุกท่านบรรยายธรรมะให้ฟัง  ไม่รู้สึกง่วงเลย  เพราะเรื่องที่อาจารย์บรรยายแต่ละเรื่อง  บางเรื่องก็เคยได้ยินมา  แต่บางเรื่องก็ไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน  เป็นเรื่องที่มีสาระมาก  สามารถนำความรู้ทุกเรื่องไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเราอย่างมีสติ  อาจารย์ที่สอนทุกๆ ท่านถ่ายทอดความรู้ได้ดีมากๆ โดยเฉพาะ  อาจารย์ ดร.ดาราวรรณ  ขอชื่นชมจากใจจริงๆ ว่าอาจารย์เป็นคนเก่ง  เป็นคนสวยและเป็นคนที่เสียสละมากๆ ข้าพเจ้าขออนุโมทนาบุญกับอาจารย์ทุกๆ ท่านด้วยนะคะ  แล้วก็ขอให้ผลบุญเหล่านี้ส่งผลให้อาจารย์ทุกๆ ท่านมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง  มีอายุยืนยาว  ปราศจากทุกข์ภัย  ความเจ็บไข้อย่าได้มี  เพื่อจะได้ถ่ายทอดธรรมะให้กับลูกๆ หลานๆ คนทั่วไปอีกนานเท่านานค่ะ

            คำพูดที่เป็นแรงบันดาลในมากที่สุดคือ  ดร.ดาราวรรณ  พูดว่า  คนที่ได้มาปฏิบัติธรรม ณ วัดวะภูแก้วแห่งนี้  เป็นคนมีบุญทุกคน  ก็เลยรู้สึกดี  มีกำลังใจมากๆ รู้สึกว่าข้าพเจ้าไม่ได้เป็นคนบาปอย่างที่ใครเขาพูดกัน  และข้าพเจ้าจะนำคำสอนของอาจารย์ทุกท่านไปถ่ายทอดให้เพื่อนร่วมงาน  ลูกๆ หลานๆ ญาติสนิทมิตรสหายต่อไป

                                                                                               จิรัชยา  ประดับรัตน์ทวี
                                                                                     สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่แม่ฮ่องสอน


ไฟเผาใจบรรเทาลงด้วยธรรม ­

            ข้าพเจ้านึกเสมอว่าในร่างกายมีไฟอยู่ตลอดเวลามันเผาใจแบบรุมๆ ไฟเกิดจากอะไร...เกิดจากการห่วงลูก  ข้าพเจ้ามีลูกชายค่ะ...ลูกชายอายุ 25 ปีพอดีในปีนี้..เขาเป็นคนอ้วน  น้ำหนักเกือบ 200 กิโลค่ะ...ความเป็นห่วงเหมือนดั่งไฟที่สุมอยู่ในใจตลอดเวลา...

            ข้าพเจ้ามีลูกคนเดียว  จึงห่วงเขาว่าจะมีอายุยืนนานหรือไม่  เรียนจบแค่มัธยม 6  ค่ะ  ไม่ได้ทำอะไรด้วย  อยู่กับบ้านเล่นคอมพิวเตอร์  ไม่ออกไปไหนมาไหนเลย  ชอบอยู่กับบ้าน

            แต่พอมาปฏิบัติธรรมแล้ว  ข้าพเจ้ารู้สึกว่าไฟที่เผาใจของดิฉันเบาบางลง  เบาบางลง  คิดเสียว่าการเกิด  แก่  เจ็บตาย  เป็นเรื่องธรรมชาติ  ถ้าเราจากเขาไปแล้ว  เขาคงอยู่ได้ด้วยตนเอง...ดูแลตัวเองได้

                                                                                                  ไพริณ  นุชรุ่งเรือง
                                                                                                     กรมสรรพากร


รับได้ใจอิ่มเอม­ ­

            ข้าพเจ้าเพิ่งได้บรรจุเป็นข้าราชการระดับชั้นผู้น้อยไม่ถึงปี  ครั้งแรกที่เห็นหนังสือให้สมัครเข้าอบรม  เกิดความรู้สึกอยากมาที่วัดแห่งนี้มากและตั้งใจว่าจะต้องมาให้ได้  เพราะมีความรู้สึกผูกพันเหมือนเคยอยู่ที่แห่งนี้มาก่อน  และคิดว่าอยากปฏิบัติธรรมในปีนี้อีกสักครั้ง

            พอได้เข้ากิจกรรมวันแรก  รู้สึกว่าไม่ใช่ที่ๆ เราคิดไว้  หรือเคยปฏิบัติเลย  ทำไมเราต้องมานั่งเรียน  นั่งฟังวิทยากรพูดสลับกับการเจริญสติภาวนา  แล้วอย่างนี้เราจะมีสติ  มีสมาธิอย่างไร  ตอนวิทยากรบรรยายก็รู้สึกง่วงมาก  เหมือนมานั่งเรียนไม่มีผิดเลย  ในใจก็รู้สึกต่อต้าน  ไม่เหมือนที่คิดไว้  แต่ลึกๆ ก็รู้สึกอบอุ่น  มีความสุข  เหมือนสถานที่แห่งนี้ได้อยู่ได้อาศัยมานานแสนนาน  พอถึงวันที่สามใจก็เริ่มรู้สึกดียอมรับในการฟังบรรยาย  และการเข้าร่วมกิจกรรมมากขึ้น  รู้สึกมีความสุข  สามารถทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นได้  การเจริญวิปัสสนา  หรือนั่งสมาธิ  ก็ทำได้ดีขึ้นมาก  ไม่รู้สึกร้อนรน  เหมือนทุกครั้ง  เมื่อเข้าสู่วันที่สี่ทุกอย่างกลับดีมาก  การทำกิจกรรมต่างๆ การบรรยายของวิทยากรทำให้เราไม่รู้สึกเบื่ออีกเลย  สามารถนั่งฟังได้  เมื่อมีการนั่งสมาธิแล้วรู้สึกอิ่มเอม  และเป็นครั้งแรกที่ได้ทำกิจกรรมทุกอย่างได้อย่างเต็มใจ  โดยไม่รู้สึกต่อต้านอีกเลย  ทั้งสถานที่แห่งนี้ที่รู้สึกผูกพันครั้งแรกที่เห็นชื่อนี้  กิจกรรมเข้าสู่วันสุดท้ายกลับรู้สึกใจหาย  ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาที่แห่งนี้อีกเมื่อไร  เหมือนที่อาจารย์ทุกท่านสอนไว้  ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีคำว่าบังเอิญ  ล้วนแล้วแต่ถูกกำหนดไว้แล้ว

                                                                                                ณัฏฐา  ปวนทา
                                                                              เจ้าหน้าที่สรรพากร  สังกัดกระทรวงการคลัง


ขอบคุณผู้ปิดทองหลังพระ­ ­

            เมื่อกระทรวงการคลังจัดโครงการอบรมพัฒนาจิต ณ ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ  วัดวะภูแก้ว  อำเภอสูงเนิน  ข้าพเจ้ารีบสมัครมาทันทีแต่ในขณะเดียวกัน  ก็ไม่มั่นใจว่าจะได้รับการคัดเลือกหรือเปล่าและเมื่อได้มาอบรมก็ไม่ผิดหวังจริงๆ  สิ่งที่ได้จากการอบรมจากคณะวิทยากรได้เห็นความตั้งใจและทุ่มเทให้กับงานของคณะวิทยากรและ ดร.ดาราวรรณ  เด่นอุดม  ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9  ได้กล่าวว่า “การปิดทองหลังพระนั้น  เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิด ว่าจริงแล้วคนโดยมากไม่ค่อยชอบปิดทองหลังพระกันนัก  เพราะนึกว่าไม่มีใครเห็น  แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้าไม่มีใครปิดทองหลังพระเลยพระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้”

            ต้องขอขอบคุณอาจารย์ ดร.ดาราวรรณ  เด่นอุดม  และคณะ  ที่เป็นผู้ทำงานปิดทองหลังพระ  ทำให้สังคมมีความงดงามเพิ่มขึ้น  ได้เพาะพันธุ์เมล็ดพืชหว่านลงไปในจิตใจของเด็กๆ ของผู้คนที่ยังหลงทาง  ให้มีทางเดินไปข้างหน้าที่เรียกว่า “ไปสว่าง”

            ขอบคุณที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่า  สังคมนี้ยังน่าอยู่  ขอบคุณที่เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับข้าพเจ้า  มีความสุขค่ะ  สุขทั้งกายและสุขทั้งใจค่ะ

                                                                                               กนกกร  ปานคุ้ม
                                                                                      สท.กทม. 26  กรมสรรพากร


 เริ่มก้าวแรกต้องมีก้าวต่อๆ ไป­ ­

            ก่อนที่ข้าพเจ้าจะเข้าร่วมโครงการปฏิบัติธรรม  ที่ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ  วัดวะภูแก้ว  ในครั้งนี้คงกล่าวได้ว่าข้าพเจ้าเป็นพุทธศาสนิกชนแต่เพียงเปลือก  แม้ว่าในสมัยเด็กข้าพเจ้าจะเคยได้รับการสั่งสอนพระธรรมจากครูบาอาจารย์และพระอาจารย์ในสมัยเด็กวัยเรียน  แต่เมื่อจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา  ความรู้ความสนใจเกี่ยวกับศาสนา  หลักธรรมคำสอนต่างๆ ล้วนค่อยๆ เลือนหายไป  ปัจจุบันข้าพเจ้าจึงมีเพียงทำบุญตักบาตร  ถวายสังฆทาน  เป็นบางครั้ง  ร่วมทำบุญด้วยวัตถุปัจจัย  ทำทาน  และไม่ทำร้ายใคร (แม้ว่าจะมีหลายครั้งที่ปฏิบัติไม่ได้)  ข้าพเจ้ามักคิดว่า เราควรเน้นทำทานให้กับผู้ที่เดือดร้อน  เพราะยังมีผู้เดือดร้อนมากมาย  การทำบุญตักบาตรมักจะนานๆ ทำครั้ง  เพราะพระสงฆ์ท่านมีผู้ใส่บาตรให้เป็นจำนวนมากแล้ว

            เมื่อเข้าร่วมกิจกรรมในโครงการฯ แล้ว  ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณสิ่งใดก็ตามที่ได้ดลใจให้ข้าพเจ้าจรดปากกาลงชื่อเข้าร่วม  เพราะปฏิบัติธรรมของโครงการนี้  แม้ว่าจะมีกิจกรรมการเจริญสมาธิภาวนาน้อยกว่าที่ข้าพเจ้าเคยไป  แต่การมีกิจกรรมสั่งสอนให้ความรู้ด้านหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าและหลักธรรมที่ปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวัน  รวมทั้งประสบการณ์ของครูบาอาจารย์ที่เข้ามาให้ความรู้  ทำให้ข้าพเจ้ามีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมคำสอนมากขึ้นแม้ว่าจะไม่มากนักด้วยเวลาที่จำกัด  แต่ก็เป็นจุดเริ่มก้าวแรกของข้าพเจ้า  ในการศึกษาหาความรู้ต่อ  นอกจากสิ่งที่ข้าพเจ้าได้รับทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจใจการปฏิบัติการเจริญสมาธิภาวนามากขึ้น  ข้าพเจ้าสามารถปฏิบัติได้ดีและก้าวหน้าอย่างน่าตกใจ

            การเข้าร่วมโครงการฯ นี้ของข้าพเจ้า  อาจกล่าวได้ว่า  ตรงกับบทประพันธ์ที่อาจารย์อ่านในระหว่างโครงการ  เรื่อง “ทีละเล็กทีละน้อย”  เพราะการปฏิบัติธรรม  ศีล  สมาธิ  ปัญญา  แม้อาจจะไม่ง่าย ณ ในขณะนี้สำหรับข้าพเจ้า  แต่ข้าพเจ้าได้มีก้าวแรกแล้ว  แม้ว่าจะยังไม่ได้เข้าใจในพระธรรมที่ลึกซึ้ง  การทำสมาธิภาวนายังมีแว่บไปมา  การระลึกหรือมีสติกับปัจจุบันยังทำได้บ้างไม่ได้บ้าง  จิตมักจะแอบล่องลอยไปโน่นนี่เป็นบางครั้ง  แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่า  หากข้าพเจ้ามีความตั้งใจ  ไม่ละทิ้งสิ่งที่ได้เริ่มต้นไว้แล้วในครั้งนี้  อาจจะค่อยเป็นค่อยไป  แต่ข้าพเจ้ามุ่งหวังจะสามารถปฏิบัติการเจริญสมาธิภาวนาและรักษาศีล 5 ให้ได้

                                                                                                     ศิริพร  สุขุมศิริมงคล
                                                                                                 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

ประสบการณ์ผู้เข้ารับการอบรมพัฒนาจิต
"โรงพยาบาลมหาราชที่นครราชสีมา (ข้าราชการบรรจุใหม่) รุ่นที่ 2 
วันที่ 23-26 ก.พ. 2561"


มาฉีดวัคซีนธรรมะกระตุ้นภูมิคุ้มกันทางใจ ♥♥♥

          “โอ๊ย! จะให้ไปอบรมธรรมะอีกทำไม แค่นี้ก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว” นั่นเป็นคำพูดของดิฉันเองก่อนที่จะมาอบรมที่วัดเกิดคำถามในหัวขึ้นมาทันทีเลยว่าต้องน่าเบื่อ วันๆนั่งสมาธิ เดินจงกรม ฟังธรรมะ ไหนจะต้องตื่นแต่เช้าสวดมนต์ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น อาบน้ำก็ลำบาก ช่างน่าเบื่อจริงๆ
          เมื่อดิฉันก้าวลงจากรถบัส ดิฉันมองบรรยากาศรอบๆตัวบรรยากาศภายในบริเวณวัดช่างเงียบสงบและเย็นสบายหรือนี่คือบรรยากาศที่ดิฉันต้องการกันแน่ เมื่อถึงเวลาเข้าอบรมคาบแรก คือ การปฐมนิเทศ            มีประโยคหนึ่งท่าน ดร.ดาราวรรณกล่าวว่า “เราเคยชินกับการตามใจกิเลส” เสียงพูดประโยคนี้มันกระแทกเข้าไปในใจของดิฉัน “ใช่ เราเคยชินกับการตามใจกิเลส” เพราะกิเลสที่มีคือ กลัวความลำบาก รักความสุขสบายทำในสิ่งที่ตอบสนองต่อความอยากของตนเอง ดิฉันจึงคิดได้ว่าไหนๆเราก็ได้มาแล้วลองเปิดใจรับฟัง ลองไม่ตามใจกิเลสและตั้งใจเรียนรู้ธรรมะอย่างใช้ใจดูสักครั้งว่าเราจะเข้าใจและปฏิบัติตามได้หรือไม่
         สำหรับการเรียนรู้ธรรมะในครั้งนี้ดิฉันขอเรียกว่า “การฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ”เพราะตั้งแต่เด็กจนโตแน่นอนว่าดิฉันเคยเข้าอบรมธรรมะมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนเหมือนกันเลยสักครั้ง    ที่บอกว่าไม่เหมือนกัน คือ การเข้าถึงและวิธีการทำให้เข้าใจ อาจจะรวมถึงการรับรู้ตามช่วงวัยด้วย ก็เป็นได้เมื่อตอนเป็นเด็กฟังเรื่อง บาป บุญ นรก สวรรค์ โอ้โห มันช่างเป็นอะไรที่ตื่นเต้นทำให้กลัวเรื่องการทำบาปกลัวนรก แต่พอเริ่มโตขึ้น วัคซีนธรรมะที่เคยฉีดไปดูเหมือนจะยังไม่ก่อภูมิคุ้มกันได้มากพอ มันเริ่มมีสิ่งยั่วยุต่างๆเข้ามามากขึ้นไม่ว่าจะเป็น อบายมุขต่างๆ เหล้า เบียร์ การพนัน สถานบันเทิงต่างๆ ดิฉันยอมรับว่าดิฉันสนุกและหลงกับสิ่งพวกนี้จนวันนี้ที่ได้มีโอกาสมาอบรมธรรมะเท่ากับดิฉันได้มาฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันทางใจขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อได้รับการฉีดวัคซีนธรรมะในครั้งนี้ ดิฉันเข้าใจกลไกการทำงานของวัคซีนนี้มากขึ้นแล้วและจะรักษาภูมิคุ้มกันนี้ให้คงอยู่ตลอดไป ไม่ว่าจะต้องพบกับเชื้อโรคนั่นก็คือตัวกิเลสแบบไหนก็ตามดิฉันจะรับมือมันให้ได้

                                                                                         นางสาว ภทรธร  เยแพงพะเนา                                                                                                                        อายุรกรรม 1 ฉก.1 (สังเกตอาการ อฉ 1)


 เปลี่ยนความคิดชีวิตไม่ทุกข์ ♥♥♥

          จากการเข้าอบรมในครั้งนี้ได้รับอะไรหลายๆอย่างโดยเฉพาะในเรื่องของมุมมองของวิชาชีพ ต้องบอกก่อนเลยว่าตัวเราเองนั้นไม่ได้ชอบอาชีพพยาบาลแต่ที่เรียนเพราะแม่อยากให้เรียนก็เรียนจนจบ พอมาทำงานเราก็มีทัศนคติที่ไม่ค่อยดีต่ออาชีพ พอเราทำงานเราก็คิดว่าชาติที่แล้วเราคงทำกรรมมาเยอะถึงต้องมาทำงานที่เวลานอนน้อย คนอื่นหลับแต่เราต้องตื่นต้องมาคอยดูแลคนอื่นเหมือนเป็นคนรับใช้ พ่อแม่ตัวเองยังไม่มีเวลาดูแลแต่ต้องมาดูแลคนอื่นให้ เขาว่าเรา ใช้เรา แต่พอได้มาฟังธรรมจากที่นี้เราก็มองมุมใหม่ คิดซะว่าอาชีพเราเป็นอาชีพที่ทำแล้วได้บุญ เพียงแค่ดูแลผู้ป่วยให้ดีเป็นการทำบุญได้โดยง่ายเพราะเป็นอาชีพเป็นงานที่เราทำอยู่ทุกๆวัน เมื่อเราเปลี่ยนความคิดแล้ว เราก็จะมีความสุขในงาน ไม่รู้สึกทุกข์เมื่อต้องไปขึ้นเวร และได้ประโยชน์ได้เรื่องของการนั่งสมาธิในตอนแรกเราเป็นคนไม่ชอบ ไม่อยากนั่งสมาธิเลย แต่เมื่อมาฝึกอบรมที่นี้ทำให้เรามีความพยายามมากขึ้นอยากที่จะทำให้ได้มากขึ้น เพราะเราได้รับแรงเสริมจากเพื่อนที่ร่วมอบรม การที่ได้เพื่อนที่นั่งสมาธิได้นานมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังนั้นทำให้เราได้รู้ว่า คนอื่นเขาก็เมื่อยก็ปวดขาเหมือนเราแต่เขาอดทนที่จะทำให้ได้ จึงเป็นแรงกระตุ้นให้เรานั้นอยากจะทำให้ได้เหมือนคนอื่นเคยทำได้ รู้สึกชอบในเทคนิคนี้เพราะทำให้เกิดการพัฒนาในตนเองให้ดีขึ้น

                                                                                          นางสาว ศิราณี  ปราณีตพลกรัง
                                                                                              หน่วยตรวจพิเศษโรคหัวใจ


นำความรู้สึก “ไร้จินตนาการ” ไปใช้ในการทำงาน ♥♥♥

          ตั้งแต่เด็กจนโตนิสัยเดิมของผมคือใจร้อน รีบเร่ง มุทะลุจนทำของตกบ่อย แม่และพี่สาวตั้งฉายาให้ว่าไอ้ซุ่มซ่าม เราก็คิดหนักใจอยู่เหมือนกันว่าจะเปลี่ยนตัวเองอย่างไรดีจนมารู้จักการทำสมาธิ ผมรู้จักกับสมาธิมาตั้งแต่เรียนประถมศึกษาเพราะถูกบังคับให้เข้าค่ายคุณธรรม จริยธรรมตามหลักสูตร ผมนั่งสมาธิ เดินจงกรม กินข้าวนับคำ ทำมาพอสมควร นิสัยปากไว ใจเร็วก็ยังไม่หาย แม้กระทั่งเป็นบุรุษพยาบาลก็ยังมีนิสัยนี้อยู่จนถูกหัวหน้าเวรตำหนิบ่อยครั้ง

          การนั่งสมาธิของผม ผมรู้สึกว่ามันทรมาน นั่งหลับตาจิตใจก็คิดเรื่องนี้ โน้น นั้นไปเรื่อย ไม่รู้ว่านั่งเห็นอะไรถึงจะเรียกว่าสมาธิเรียกว่าสำเร็จ จนเมื่อมาพบ อ.ดร.ดาราวรรณ อาจารย์ท่านสอนทฤษฎีที่เราควรรู้ ซึ่งผมไม่เคยรู้มาก่อนทั้งความหมายของจิต แก่นแท้ของศาสนาพุทธ หลักของกรรมทำให้เข้าใจมากขึ้นว่าการทำสมาธิไม่ใช่แค่นั่งขัดสมาธิแล้วหลับตา ผมนั่งสมาธิตามคำชี้แนะของอาจารย์โดยการท่องว่าพุท - โธ ไปเรื่อยๆ ตั้งใจให้มากเท่าที่จะมากได้ ไม่ให้หลุดแม้แต่วรรคเดียวจนมีจุดหนึ่งผมรู้สึกว่าไม่มีตัวตน ขาที่ปวดชาก็ไร้ความรู้สึก ทั่วทั้งตัวก็ไร้ความรู้สึกมีเพียงเสียงก้องในหูว่า พุท – โธ ผมคิดในใจอย่างเดียวว่าพุทโธแล้วก็กำหนดรู้ว่าเราไม่มีความรู้สึก ไม่มีจินตนาการใด ไม่มีความฝัน ไม่มีความกังวล ไม่มีความคิดถึงใคณ

          ต่อจากนี้ไปผมจะนำความรู้สึก ไร้จินตนาการ มีเพียงแค่ลมหายใจและตัวเราที่ตั้งตรงอย่างนิ่งสงบนี้ไปใช้ในการทำงานพยาบาล ถึงแม้ผมจะอยู่ ER ที่มีแต่ความวุ่นวายตลอดเวลา ผมก็จะไม่หลงไปกับความวุ่นวายรอบตัว ไม่ซุ่มซ่าม ปากไว ใจเร็ว จะคิดไตร่ตรองลำดับเหตุการณ์และกิจกรรมการพยาบาลก่อนหลังก่อนจะลงมือปฏิบัติกับผู้ป่วย เพื่อป้องกันการผิดพลาดและเบียดเบียนความสุขของผู้ป่วย 

                                                                                                 นาย พงศ์พันธุ์  นครจันทร์
                                                                                           งานพยาบาลผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉิน


 ที่นี่ตอบโจทย์ได้ตรงจุด ♥♥♥

          การมาอบรมสัมมนาหลักสูตรการเป็นข้าราชการที่ดีของโรงพยาบาลมหาราชในครั้งนี้ ดิฉันรู้สึกยินดีที่มาเพราะอยากมาฝึกจิต ฝึกสมาธิ เพราะในชีวิตประจำวันดิฉันเป็นคนค่อนข้างหลงๆลืมๆ ไม่ค่อยมีสติ จึงส่งผลต่อการทำงาน ทำงานผิดพลาดเยอะจึงโดนหัวหน้าเรียกไปสอบถาม ฉันรู้สึกท้อใจมาก ได้ตอบหัวหน้าว่าขอลาออก ต่อมา 1 อาทิตย์ก็ได้มาปฏิบัติธรรมก็ตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง ซึ่งที่วัดวะภูแก้วแห่งนี้สามารถตอบโจทย์ได้ตรงจุดมีการสวดมนต์ ภาวนา นั่งสมาธิ สอนเรื่องต่างๆทำให้มีแรงบัลดาลใจที่จะสู้ต่อ ได้คิดว่าการลาออกไม่ใช่ทางออgกที่ถูกต้อง เราต้องปรับเปลี่ยนที่ตัวของเราเอง มีสติในการทำงาน ใจต้องเย็นต้องเข้าใจผู้ร่วมงานเพราะคนทุกคนย่อมนิสัยแตกต่างกันออกไป เราต้องนิ่งให้เป็นเย็นให้พอ ให้อภัยให้เป็น มีความอดทน ดั่งคำสอนสั่งของท่านคณะวิทยากร
          ความกตัญญูกตเวทิตา เมื่อสมัยเป็นเด็กฉันเป็นคนเอาแต่ใจมาก เถียงพ่อ เถียงแม่ อยากได้อะไรก็ต้องได้ดั่งใจโดยไม่สนใจว่าพ่อแม่จะมีเงินหรือไม่ แต่พอโตมาจึงคิดได้ว่าการทำแบบนี้มันไม่ถูกต้องนะ สงสารพ่อแม่ พอทำงานหาเงินได้ด้วยตนเองจึงได้รู้ว่าทำไมมันยากจังจะใช้ให้มันพอยังยากเลย ขนาดมีเงินเดือนแต่พ่อกับแม่เป็นชาวไร่ธรรมดาเขายังสามารถเลี้ยงดูเรามาได้ การมาเข้าค่ายที่วัดวะภูแก้วเป็นการเตือนสติดิฉันว่าเราต้องหมั่นดูแลพ่อแม่เสมอนะ หาเวลาว่างกลับไปเยี่ยมท่านบ้างให้เงินท่านได้จับจ่ายใช้สอย ที่วัดวะภูแก้วสอนให้เป็นคนรู้จักใช้เงิน รู้จักจัดสรรปันส่วนอดออม ดิฉันรู้สึกว่าที่นี่ดีมากช่วยอบรมขัดเกลาให้มีสตินึกคิด ดิฉันคิดว่าหากมีโอกาสคงได้มาปฏิบัติธรรมที่นี้อีก ครั้งหน้าตั้งใจว่าต้องพาแม่มาให้ได้อยากให้แม่ได้บุญ พามาทำกิจกรรมแบบนี้ กลับไปจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนคิดบวก มีสติในการทำงาน อดทน อดกลั้น พอเพียง กตัญญู

                                                                                          นางสาว วาสนา  แจ้งดี
                                                                                            กลุ่มงานเภสัชกรรม


มาชาร์จพลังบุญเพิ่ม ♥♥♥

          ต้องขอบคุณธรรมะที่ทำให้ชีวิตคิดลบเป็นบวก คือหนูต้องได้ย้ายกลับมาทำงานที่บ้านที่โคราชย้ายมาได้ไม่กี่เดือนก็อกหัก ตอนนั้นรู้สึกทำไมชีวิตถึงได้แย่จังไหนจะอกหักไหนจะเงินติดลบ ย้ายมายอดรายได้ลดลงสองหมื่นกว่าบาท ตอนนั้นรู้สึกโทษครอบครัวที่ให้ต้องย้ายกลับมา ทำให้ช่วงนั้นขาดสติ เดินทางผิด เที่ยวกลางคืน ดื่มสุรา ดื่มจัดชนิดว่าวันต่อมาได้แค่กลิ่นเหล้าก็จะอาเจียน จากคนที่ไม่เคยคิดหรือพูดคำหยาบก็หลุดออกมาจากปากเราได้ จนกระทั่งวันที่ 5 พ.ค.60 ที่หน้าคอมฯ ตรงโต๊ะพยาบาลมีข้อความว่า “มีจัดอบรมธรรมะที่วัดวะภูแก้ว” เลยตัดสินใจชวนพี่ที่ทำงานมา ครั้งนั้นที่ได้คือได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น มีสติได้เห็นรักที่แท้จริงคือรักจากครอบครัวที่คอยช่วยเหลือมาตลอด ทั้งที่เราโตจนทำงานแต่เลี้ยงตัวเองไม่ได้ และที่สำคัญคือได้ย้อนมานึกถึงพระคุณพ่อแม่ทำให้คิดได้ว่าตอนนี้เราเป็นอะไรทำไมถึงทำตัวแบบนี้ ครั้งนั้นหลังจากกลับจากวัดไปก็ไปกราบเท้าพ่อกับแม่ ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้จะกราบเท้านั้นตลอดที่รู้สึกว่าวันไหนไม่สบายใจ วันไหนที่อารมณ์เสียใส่พ่อ และครั้งสุดท้ายที่กราบคือวันที่ 24 ม.ค.61 เพราะเป็นวันเกิด เป็นปีแรกที่ไม่มีการนัดเพื่อนเพื่อสังสรรค์ จำคำสอนของ ดร.ดาราวรรณไปใช้ และทุกวันนี้เวลาจะทะเลาะกับพ่อและแม่ หน้าดร.ดาราวรรณกับเสียงคำสอนจะลอยแทรกเข้ามา บาปนะ คำนี้จะคอยเตือนสติทุกครั้งที่จะทำผิด ไม่ใช่แต่กับบิดามารดา แต่เป็นทุกเรื่องที่จะทำไม่ดี ทำให้รู้สึกขอบคุณธรรมะ ถ้าวันนั้นไม่ได้มาจะทำให้แม่เสียน้ำตาแทบทุกวัน และเคยฆ่าตัวตายเพราะคิดว่าแม่ไม่รัก เพราะธรรมะทำให้รู้จักผ่อนกรรมหนักเป็นกรรมเบา ถ้าไม่ได้มากรรมตราบาปในใจคงไม่มีวันลดลงจากใจและต้องขอบคุณการอกหักที่พาสู่ธรรมะ สู่แสงสว่าง “ครั้งนี้เหมือนได้มาชาร์จแบตพลังบุญ” ถ้าไม่ลาออกก็คงไม่มีโอกาสพบบุญ

                                                                                            นางสาว มนทกานณ์  นรักษ์มาก
                                                                                       หนักโรคหัวใจ (อายุรกรรม) กฟภ.ชั้น2


 สุขใจในธรรม ♥♥

          ไม่มีผู้ใดขัดขวางทางบุญ ก่อนมาดิฉันมีความห่วงและกังวลมาก เพราะมีลูกน้อยวัย 2 เดือนต้องดูแล จึงได้คุยกับสามีและแม่ เริ่มต้นคุยกับสามีก่อนโดยบอกสามีว่าระหว่างที่ไปอบรมช่วยแม่ดูแลลูกด้วยนะ สามีพูดกลับมาว่า “ไปทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ เถอะจะดูแลลูกเอง (สามีทำธุรกิจส่วนตัวจึงไม่เกิดผลกระทบกับงาน)และจะได้ฝึกทำในสิ่งที่ยังไม่เคยทำให้ลูก และยังบอกอีกว่าอย่าลืมเอาบุญมาฝากนะ” ต่อมาก็คุยกับแม่ แม่บอกว่า ไปเถอะลูกไม่ต้องห่วงหรอกไม่ใช่เรื่องยาก แม่จะดูแลลูกให้ ไปปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องดี แม่อยากไปปฏิบัติธรรมแบบนี้บ้าง แต่ยังไม่มีโอกาสได้ไปเลย หวังว่าสักวันจะได้ไป นี้คือคำพูดแม่ที่ทำให้เรารู้สึกว่าแม่อยากให้เราสร้างบุญเพราะท่านอยู่บ้านท่านจะสวดมนต์ นั่งสมาธิ ใส่บาตรทุกเช้า และยังแบ่งปันกับข้าวที่ขายให้กับผู้ที่เขาไม่มี แม่บอกว่ากับข้าวราคาแค่นี้ไม่ทำให้เรารวยหรอก
          เมื่อคุยกับสามีและแม่จบก็รู้สึกสบายใจขึ้น ความห่วงลดน้อยลงแต่ก็ยังตั้งคำถามให้ตัวเองว่าไปแล้วจะได้อะไร พอมาถึงวัดประโยคที่ได้ฟัง ดร.ดาราวรรณ เด่นอุดม เล่าให้ฟังหลายคนพูดว่าตอนมาไม่อยากมา ตอนกลับไม่อยากกลับ ทำให้เริ่มมีความสนใจในโครงการ โดยตั้งใจฟังบรรยายตั้งแต่ชั่วโมงแรก เริ่มรู้คำตอบให้กับคำถามที่ตั้งไว้ รู้สึกโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มีโอกาสปฏิบัติธรรม มีโอกาสมาสร้างบุญ จึงนึกถึงคำที่แม่บอกว่าไปปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องดี จึงเกิดความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะบวชใจให้แม่ พ่อและครอบครัว โดยฝึกสร้างพลังจิตให้เกิดความสงบ สบาย มองเห็นความทุกข์เพื่อความสุขจึงจะปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินชีวิต พยายามทำความเข้าใจกฎธรรมชาติให้มากขึ้น ใช้ชีวิตโดยคิดถึงความตายทุกลมหายใจ จะหมั่นสร้างกรรมดีหนีกรรมชั่ว และขออโหสิกรรมเพราะเราทุกคนมีกรรมเป็นของตน ที่สำคัญบุญที่จะทำให้ทุกๆ วันคือ ปฏิบัติต่อผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่ได้แก่พ่อแม่ จะบูชาท่านในทุกวินาทีที่ท่านยังมีลมหายใจ และจะชักนำพ่อแม่ปฏิบัติธรรม มีโอกาสจะพาท่านมาปฏิบัติธรรมตามที่ตั้งใจไว้
          ขอขอบคุณคณะวิทยากรที่ถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ เรื่องราวธรรมะประสบการณ์ต่างๆ ให้เราปรับเปลี่ยนชีวิต ความคิดไปในทางที่ดีขึ้น ระยะเวลาสั้นๆ ของการอบรมแต่สิ่งที่ได้มันยิ่งใหญ่มหาศาล “สุขใจในธรรมะ”

                                                                                           นางสาว กันยารัตน์  สินปรุ
                                                                                        หนักระบบทางเดินหายใจ (RCU)


“วัด”แบบนี้แหล่ะที่ใช่ ♥♥

          ผมไม่ค่อยได้เข้าวัดทำบุญเท่าไหร่นัก ถ้าที่บ้านมีการจัดงานทำบุญก็จะได้เข้าวัดซักครั้งหนึ่ง ตอนแรกที่อ่านดูตารางกิจกรรมแล้วเห็นมีอบรมที่วัดวะภูแก้ว ก็รู้สึกว่ามันเป็นโอกาสได้เข้าวัดทำบุญสักครั้งอย่างจริงจัง เมื่อก่อนสมัยตอนเรียนมัธยมก็เคยเข้ากิจกรรมค่ายธรรมะบ้าง แต่ครั้งนี้คิดว่าจะได้ประโยชน์กับตัวเองมากขึ้น พอได้มาถึงสิ่งแรกที่รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่สงบ ร่มเย็น ผมคิดว่านี้แหล่ะคือวัดจริงๆ ที่ควรจะเป็น ผมไม่ชอบไปทำบุญในที่ๆ คนมาก มันรู้สึกเหมือนตัวเองไม่ได้เข้าวัด แต่มาที่นี่ผมรู้สึกว่าผมได้เข้ามาที่วัดจริงๆ พอได้มาฟังอาจารย์ ดร.ดาราวรรณพูดเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาก็ทำให้รู้ว่าขนาดเรานับถือศาสนาพุทธแท้ๆ ยังไม่เข้าใจหลักปฏิบัติและสิ่งสำคัญที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาเลย จนวันนี้ได้เริ่มเข้าใจมากยิ่งขึ้น การได้ฝึกเจริญจิตตภาวนานั่งสมาธิเป็นสิ่งที่ไกลตัวผมมากนานๆ ครั้งจะได้นั่งสักครั้งหนึ่ง ปีหนึ่งน่าจะสักหนึ่งครั้งได้ ซึ่งก็ทำได้ไม่เกิน 5 – 10 นาที แต่พอมาที่วัดนี้รู้สึกว่าจิตใจของตนเองเริ่มสงบตั้งแต่เข้ามาในวัด พอนั่งสมาธิก็สงบมากยิ่งขึ้น จากที่ไม่เคยนั่งได้นานก็กลายเป็นทำได้นานขึ้น จิตใจสงบ อดทนขึ้น มีสติขึ้นรู้เท่าทันตัวเองมากขึ้น ถึงแม้กิจกรรมจะมากจนแทบจะไม่ได้พักเท่าไหร่ มีเมื่อยบ้าง ง่วงบ้าง แต่รู้สึกว่าตัวเองอาจจะรู้เรื่องพระพุทธศาสนามากขึ้น อยากจะฝึกตัวเองให้มีสติ สมาธb
          ขอขอบคุณคณะผู้จัดกิจกรรมที่มีกิจกรรมดีๆ แบบนี้ รู้สึกว่าตนเองเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนก้าวเข้ามาในวัดแห่งนี้ และจะเอาความรู้และสมาธิจิตใจและการนั่งสมาธิและภาวนา จะเอาไปใช้กับตนเองในชีวิตประจำวัน และจะแนะนำครอบครัวให้รู้จักการเจริญสติและภาวนามากขึ้น เพื่อให้ทุกคนได้มีสติ มีปัญญาในการดำเนินชีวิต เพื่อให้ชีวิตตัวผมเองและครอบครัวได้มีความสุข

                                                                                        นาย อิสรา  เจนโพธิ์
                                                                                        หนักรวม (ICU รวม)


ได้รู้วิธีส่งผู้ป่วยในวาระสุดท้าย  ♥♥

          ในการมาครั้งนี้ข้าพเจ้าไม่อยากมาเลย พอมาได้ 1 วัน ลูกสาวของข้าพเจ้าอายุ 4 เดือนไม่สบาย ข้าพเจ้าไม่อยากอยู่ อยากจะเดินทางกลับคืนนั้นแต่คิดว่าคงทำไม่ได้ ข้าพเจ้าพยายามใช้สติคิดไตร่ตรองว่าตอนนี้เรามาทำอะไร เราต้องทำอะไร ถ้าข้าพเจ้าตัดสินใจที่จะอยู่ที่นี่ต่อ จนวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการอยู่ที่วัดวะภูแก้ว รู้เลยว่าข้าพเจ้าได้ตัดสินใจถูกแล้ว ข้าพเจ้าอยากจะขอบคุณวัดวะภูแก้ว คณะอาจารย์ (วิทยากร)เป็นอย่างมากที่ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้จักการใช้สติ การทำสมาธิ ทุกอย่างของการกระทำล้วนมาจากจิตของเราเป็นอันดับแรก (จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว) ขอบคุณที่ทำให้ข้าพเจ้าได้คิดทบทวนถึงการกระทำที่ผ่านมาที่ข้าพเจ้าเคยกระทำไว้กับพ่อแม่คนรอบข้าง ต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะขอสัญญาว่าจะเป็นลูกที่ดีและเป็นแม่ที่ดี และจะอบรมสั่งสอนให้ลูกสาวของข้าพเจ้าเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีต่อไปค่ะ

          ในส่วนของอาชีพการทำงานของข้าพเจ้าเป็นพยาบาลเคยเจอคนไข้และญาติหลายประเภท เช่นวันนี้ข้าพเจ้าขึ้นเวรบ่ายเป็นหัวหน้าเวรบ่ายมีผู้ป่วยหญิงอายุ 80 ปี ป่วยอยู่ในระยะสุดท้าย ลูกๆ ของยายปฏิเสธการใส่ท่อช่วยหายใจ การปั้มหัวใจเนื่องจากลูกๆ ไม่อยากให้ยายต้องทรมาน และคุณยายก็หมดลมหายใจในเวรของข้าพเจ้า ซึ่งตอนนั้นข้าพเจ้าพึ่งทำงานได้ 1 ปี ไม่รู้เลยว่าเราควรจะพูดยังไงจะต้องทำอย่างไร ข้าพเจ้าได้แต่พูดกะยายว่า ยายจ๋าเหนื่อยก็หลับนะไม่ต้องห่วงนะคะ พอมาอบรมแล้วทำให้รู้ว่าเวลาที่ผู้ป่วยจะหมดลมหายใจสุดท้ายเราควรพูดให้ผู้ป่วยนึกถึงสิ่งดีๆ บุญที่เคยทำมาและทำให้คิดได้ว่าการที่ญาติเข้าเยี่ยมไม่ตรงเวลาเขาอาจจะมีเหตุผลของเขา ทำให้รู้ว่ากำลังใจการดูแลญาติเป็นสิ่งสำคัญในการรักษามาก

                                                                               นางสาว ณัฐฐา  ต่างกลาง
                                                                          ศัลยกรรมกระดูกและข้อฟื้นฟู ชั้น 2


คิดถึงยามที่ได้ดูแลคุณตาผู้อาภัพ ♥♥

              สำหรับการอบรมพัฒนาจิต คุณธรรม จริยธรรม ณ วัดวะภูแก้วครั้งนี้ จะบอกว่าไม่ได้เต็มใจมาหรือถูกบังคับมาก็ไม่ใช่ แต่เป็นหลักสูตรที่ต้องอบรมในกลุ่มข้าราชการใหม่ก็ต้องมาตามหลักสูตร แต่การมาวัดก็ชอบไม่ใช่ว่าไม่ชอบเพราะตอนสมัยเป็นเด็กเคยเข้าวัด สวดมนต์กับคุณย่าบ่อยครั้ง ก็เลยทำให้รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ในการอบรม ดร.ดาราวรรณ และคณะทีมวิทยากรท่านได้สอนเราว่าการเปิดตาให้รู้ว่าการมีสตินี้เป็นเรื่องที่เราใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่ใช่ว่าเป็นการนั่งสมาธิที่วัดอย่างเดียว สอนให้เราเกรงกลัวต่อบาป ให้หมั่นทำบุญ เพราะบุญทำได้ง่ายกว่าบาป สอนให้เรารู้ในพระคุณบิดามารดา ให้รู้จักตอบแทนบุญคุณท่าน เลี้ยงดูท่านในยามแก่เฒ่าและสอนให้เรารู้ว่าอาชีพโพธิสัตว์เป็นอย่างไร อาชีพของเราเป็นอาชีพที่ทำบุญไปในตัว เราควรเอาใจใส่ดูแลผู้ป่วย พูดคุยปลอบโยนเมื่อยามเจ็บปวด ให้การสัมผัสมือเบาๆ ซึ่งเรื่องนี้ดิฉันชอบมากเพราะตรงกับชีวิตของดิฉัน

              เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อประมาณ 3 เดือนก่อนมีผู้ป่วยคนหนึ่งมารักษาตัวอยู่ที่หอผู้ป่วยที่ดิฉันทำงาน เป็นคุณตาวัย 70 ปี จากประวัติภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ แต่คุณตาไม่มีญาติ เดินทางไปเรื่อยๆ จนมาอยู่ที่อำเภอด่านขุนทดได้ 10 ปี ซึ่งผู้ใหญ่บ้านก็ได้นึกสงสารให้คุณตาอาศัยอยู่ด้วยโดยให้ทำงานแลกกับข้าว 3 มื้อ คุณตาไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน บัตรประกันสุขภาพ ทะเบียนบ้าน ขณะ admit ไม่มีญาติมาเยี่ยมเลยสักครั้งเดียว อาการของคุณตาค่อนข้างหนักใช้เครื่องช่วยหายใจและมีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด มีไข้สูงมากแต่คุณตาดื้อพยายามดึงท่อช่วยหายใจจึงต้องจำกัดพฤติกรรม restrain มือไว้ ดิฉันขึ้นเวรดึกมาพบคุณตา คุณตาผิวหนังร้อน กระสับกระส่าย มีเสมหะในท่อช่วยหายใจจำนวนมาก หอบเหนื่อย ดิฉันจึงดูดเสมหะให้ เช็ดตัวลดไข้ให้ทั้งคืน มือที่ถูก restrain ไว้บวมและปวดมาก จึงได้เอาเชือก restrain ไว้ออก โดยการตกลงกับคุณตาก่อนว่าห้ามดึงท่อช่วยหายใจ คุณตาก็ตอบตกลง ตลอดทั้งคืนก็ไม่ดึงท่อช่วยหายใจออก เช้าไข้ลดลง คุณตาสดชื่นขึ้น นอนหลับได้ทั้งคืน ดิฉันทำเช่นนี้ตลอดเวรดึก 2 วัน คุณตาก็สามารถเอาท่อช่วยหายใจออกได้ เรื่องแปลกคือเหมือนคนอื่นไปพูดคุยกับคุณตา คุณตาจะไม่สนใจ แต่ดิฉันไปคุยด้วยคุณตายิ้มแย้มแจ่มใสสามารถรับประทานอาหารได้ดี แต่บางครั้งคุณตาก็ยังคงหอบอยู่เพราะด้วยตัวโรค แพทย์จึงได้พูดคุยกับคุณตาเรื่องใส่ท่อช่วยอีกครั้งเพราะหอบมาก มีความเสี่ยงที่จะได้ใส่อีกครั้ง แต่คุณตาบอกว่าไม่อยากใส่ มันเจ็บและทรมานรวมถึงการปั้มหัวใจมีหัวใจหยุดเต้น คุณตาได้ปฏิเสธทั้งหมดโดยให้เหตุผลว่าทรมานมามากพอแล้ว ญาติพี่น้องก็ไม่มีอยู่ไปก็ไร้ความหมาย ด้วยความสงสารจึงได้ไปพูดคุยให้กำลังใจคุณตาปลอบโยนว่าตาต้องสู้นะ

              รุ่งเช้าวันต่อมาดิฉันก็ไปป้อนข้าวกับคุณตาเช่นเคย แต่เพราะเสมหะเยอะเลยดูดเสมหะในลำคอก่อนกินข้าว ดูดเสร็จก็จัดท่าให้นั่งกินข้าว แต่ดิฉันไม่อาจรู้เลยว่าจะได้เจอคุณตาเป็นครั้งสุดท้าย คุณตาค่อยๆ หายใจแผ่วลงแผ่วลงจนหยุดหายใจ ดิฉันเห็นเช่นนั้นก็เศร้าใจร้องไห้อยู่ในใจด้วยความสงสารว่าเหตุใดคนที่เรารู้จักหรือเป็นญาติไม่มาดูแลเลย คุณตาคงจะรู้สึกว้าเหว่ว่าระยะสุดท้ายของชีวิตจะไม่มีใครมาดูใจเลย แต่ดิฉันก็รู้สึกดีใจที่ได้เป็นคนดูแลคุณตาด้วยหัวใจ ระยะสุดท้ายก็ได้อยู่ด้วยก็ได้แต่พูดกับคุณตาไปสู่ภพภูมิที่ดีนะตา การมาปฏิบัติธรรมอบรมพัฒนาจิตที่วัดวะภูแก้วครั้งนี้ได้สะท้อนเรื่องนี้ขึ้นมาว่าในระยะสุดท้ายของชีวิตผู้ป่วยคงต้องการกำลังใจ คำพูดดีๆ ที่จะนำทางเพื่อไปสู่ภพภูมิที่ดีทำให้ดิฉันได้ตระหนักว่าเราควรพูดกับผู้ป่วยให้มากกว่านี้ พูดให้จิตสุดท้ายนึกสิ่งที่ดีๆ เพื่อคุณตาจะได้ไปสู่ภพภูมิที่ดีๆ

                                                                                      นางสาว ศิราณี  นัตถิวัน
                                                                                        อายุรกรรมชาย 8 ขวา


 หูตาสว่างขึ้น ♥♥

              ต้องขอกล่าวก่อนเลยว่าครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ปฏิบัติธรรม ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าเคยได้ปฏิบัติที่อื่นมาก่อน ซึ่งเมื่อ 3 ปีก่อนมาแล้วเนื่องจากเป็นคนดื้อมาก พ่อแม่จึงส่งไปปฏิบัติธรรม ซึ่งในคราวนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ค่อยได้อะไรเท่าไหร่เพราะยอมรับเลยว่าโดนบังคับไป รวมทั้งไม่มีกะจิตกะใจที่จะปฏิบัติธรรมและในครั้งนี้ข้าพเจ้าได้มาอบรมพัฒนาจิต คุณธรรม จริยธรรม “เขาสุข เราสุข” ที่ทาง รพ.จัดให้มาอบรม ซึ่งตอนแรกที่ได้ยินก็รู้สึกว่าไม่อยากมาเท่าไหร่ มาทำไม ตั้งแต่วันแรกที่มาข้าพเจ้ายอมรับว่าช่วงแรกรู้สึกขัดใจตัวเองมากเพราะต้องฝืนนั่งสมาธิและไม่เข้าใจว่านั่งทำไม แต่เมื่อได้ฟังท่านวิทยากรอบรม ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเรื่อของธรรมะเป็นเรื่องใกล้ตัวเหมือนกันนะและรู้สึกว่าตนนั้นทำบาปมาไม่น้อยเลย ซึ่งบาปหนักของข้าพเจ้าคือ ข้าพเจ้าทะเลาะกับพ่อของตนเองมาเป็นระยะเวลาหลายปีแล้วโดยข้าพเจ้าไม่พูดกับพ่อเลย เวลาเดินเข้าบ้านทุกครั้งก็จะทำเหมือนมองไม่เห็น เหมือนท่านไม่มีตัวตน ซึ่งหลังจากที่ข้าพเจ้าได้ฟังเรื่องบาป บุญ จากท่านอาจารย์ ดร.ดาราวรรณและเรื่องพระคุณอันยิ่งใหญ่ของบิดามารดา ข้าพเจ้ารู้สึกอยากจะกลับบ้านซะให้ได้ อยากไปกราบแทบเท้าท่านและขอโทษกับสิ่งที่ผ่านมาและจะไม่ทำอีก และก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าเป็นคนไม่เชื่อเรื่องของนรก สวรรค์ พระพุทธเจ้ามีจริงหรือ ใครกันที่เป็นคนบัญญัติ แต่หลังจากที่ได้ฟัง ดร.ดาราวรรณ อบรมต้องขอบอกก่อนว่าตอนไปอบรมจากที่อื่นก็ยังไม่เชื่อว่ามีสวรรค์จริงคิดว่าคงเป็นเรื่องแต่งเป็นนิทานเอาไว้หลอกให้คนกลัวการทำชั่ว แต่ อ.ดร.ดาราวรรณ ทำให้ข้าพเจ้าตาสว่างได้เข้าใจและเชื่อว่าพระพุทธเจ้านั้นมีจริง นรก สวรรค์ไม่ใช่นิทานหลอกเด็ก แต่มีอยู่จริง เพียงแต่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเท่านั้น ซึ่งถึงจุดนี้ข้าพเจ้ารู้สึกเกรงกลัวต่อบาปมาก กลัวตายไปแล้วจะได้ไปลงนรกภูมิ ต่อจากนี้ไปข้าพเจ้าจะปฏิบัติตัวใหม่ หมั่นทำความดี ละเว้นทำชั่วและจะพักจิตใจของตนให้มีสติมากขึ้น จะดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท ต้องขอขอบพระคุณคณะวิทยากรเป็นอย่างสูงที่ช่วยทำให้ข้าพเจ้าได้เข้าใจธรรมะ มาครั้งนี้คุ้มมากค่ะ

                                                                                         นางสาว ภัทรนันท์  แพสาโรช
                                                                                            อายุรกรรมชาย 8 ขวา

 ประสบการณ์ผู้เข้ารับการอบรมพัฒนาจิต
"โรงพยาบาลมหาราชที่นครราชสีมา (ข้าราชการบรรจุใหม่) รุ่นที่ 1  
วันที่ 19-22 ม.ค. 2561"


ได้เป็นเด็กแถวหน้าเพราะมาวัด ♥♥♥

          13 ปีก่อน เด็กประถมคนหนึ่งเรียนได้ที่ 42 จากนักเรียน 55 คนนั่งหลังห้องตลอด มาวันหนึ่ง โรงเรียนได้จัดให้นักเรียนชั้นประถมมาอบรมธรรมะที่วัดวะภูแก้ว นั่งคือวันแรกที่ได้พบ อ.ดร.ดาราวรรณและอาจารย์ท่านอื่นๆที่นี่สอนให้เด็กเรียนไม่เก่งคนหนึ่งหันมาตั้งใจเรียน ปีนั้นเองเด็กคนนั้นสอบได้ที่ 14 จากนักเรียน 55 คน เป็นเด็กที่รักการอ่าน เป็นเด็กนั่งหน้าห้องชอบยกมือถาม-ตอบอาจารย์ในห้องเรียน นอกห้องเรียนอ่านหนังสือและจดบันทึกสิ่งที่อ่าน หมั่นสวดมนต์ นั่งสมาธิ เด็กคนนั้นเริ่มมีความฝันที่จะทำงานเพื่อเพื่อนมนุษย์ ตั้งใจเรียน สอบติดพยาบาลเป็นที่ภาคภูมิใจของพ่อแม่ สอบใบประกอบวิชาชีพผ่านทุกวิชา สอบบรรจุข้าราชการได้ มีเงินเดือน เลี้ยงดูพ่อแม่ ส่งน้องเรียนหนังสือ

          เด็กคนนั้นขอบคุณที่แห่งนี้ “วัดวะภูแก้ว” ขอบคุณอาจารย์หลายๆท่าน โดยเฉพาะอาจารย์ ดร.ดาราวรรณ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กคนนี้ตั้งใจทำสิ่งที่ดีและถูกต้องเพื่ออนาคต อาจารย์เป็นผู้สอนให้เห็นว่าความดีนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ตายไปพร้อมกับร่างกาย มนุษย์เราชีวิตนั้นสั้นนัก แต่สิ่งที่ยังคงอยู่คือ "ความดี"

นางสาว เกษราภรณ์ เสนนอก
อายุรกรรมหญิง กฟภ.ชั้น

                                                                                                 


สบายๆ ในทางสายกลาง ♥♥♥

          วันแรกที่มาวัดวะภูแก้ว ข้าพเจ้าคิดว่าต้องทรมานมากแน่ๆ ทำสมาธิไม่ได้แน่ๆ พอนั่งสมาธิครั้งแรก กำหนดจิตด้วยการท่องสูตรคูณแม่ 2-12 ถ้าลืมว่าตนเองท่องถึงไหนก็จะกลับมาเริ่มใหม่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำถูกต้องหรือไม่ ครั้งต่อๆมาเปลี่ยนการกำหนดจิตเป็นการฟังธรรมะที่ทางวิทยากรเปิด แล้วเพ่งไปที่เสียงที่ได้ยินทุกคำ ทุกคำ สติยังหลุดบ้าง แต่ก็พยายามดึงสติกลับมาที่เสียงธรรมใหม่

          สิ่งที่ข้าพเจ้าได้คือทางสายกลาง ข้าพเจ้าปิดโทรศัพท์มือถือตั้งแต่วันแรกที่มาจนถึงวันนี้ก็นึกได้ว่าโทรศัพท์ก็เป็นแค่เครื่องนอกกาย เราไม่ใช้ 3 วัน ก็ไม่เห็นจะทุกข์ แต่กลับได้ความสุขด้วยซ้ำไป กินข้าวที่โรงครัว มีอะไรก็กินได้ อร่อยด้วยไม่เห็นเราจะอยากกินนั้นกินนี้เลย นั่งสมาธิก็ไม่เคยเห็นนิมิตเหมือนคนอื่น แต่ก็ไม่เคยกังวลหรือมีความคิดความรู้สึกว่าฉันต้องเห็นเหมือนคนอื่น คิดแค่ว่าจากการนั่งสมาธิวันนี้ข้าพเจ้าได้ประโยชน์อะไรบ้าง ประโยชน์อันหนึ่งคือ ข้าพเจ้าได้อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น ไม่มีภาพในอดีตหรือความกังวลในอนาคตเลย รู้แค่ว่าขณะนั่งนั้น ตนเองปวดที่ขา แต่ใจไม่ทุกข์ ได้ฟังธรรมะอีกด้วย ช่างเป็นบุญเหลือเกิน

          การมาอบรมครั้งนี้ได้ประโยชน์อีกมากมายและข้าพเจ้าอยากให้ผู้อื่นได้มีโอกาสมาอบรมธรรมะในที่แห่งนี้ เพื่อขัดเกลาจิตใจบ้าง สังคมเราคงหน้าอยู่มากกว่านี้

นางสาว เยาวลักษณ์ มุงคุณ
หนักทารกแรกเกิด 1 (NICU 1)

                                                             

 
เมื่อเปิดใจก็ได้ธรรม ♥♥♥

          เมื่อทราบว่าข้าราชการใหม่ต้องมาอบรมพัฒนาจิตที่วัดวะภูแก้ว หนูรู้สึกไม่อยากมา หนูคิดในสิ่งที่เป็นลบไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการต้องมานั่งสมาธิ เดินจงกรม สวดมนต์ หรือการต้องมานั่งฟังอะไรนานๆ หนูทำไม่ได้หรอกสงสัยต้องหลับแน่ๆ แต่พอได้มานั่งฟังธรรมหนูเริ่มเปิดใจรับฟังและคิดตามทำให้รู้ว่าเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ทำให้หนูตั้งใจและเปิดใจมากขึ้น

          การเดินจงกรมทำให้ได้รู้ว่าการมีจิตจดจ่อ มีสมาธิว่าเป็นอย่างไร คือตอนฝึกเดินครั้งแรกจะรู้สึกง่วงนอนมาก ขณะเดินก็จะล้มคือถ้าล้มศีรษะต้องฟาดฟื้นแน่ๆ จึงทำให้หนูได้กลับมาคิดใหม่คือเราต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด การล้มศีรษะกระแทกนั้นก็จะไม่เกิดแน่นอน

          การนั่งสมาธิตอนแรกรู้สึกปวดขามาก นั่งไปหลับไปพอฝึกไปเรื่อยๆกำหนดลมหายใจเรามีสมาธิมากขึ้น จิตสงบ ไม่วอกแวก ขาที่ปวดๆ ก็ค่อยๆ คลายออก รู้สึกตัวเบาขึ้น การสวดมนต์ รู้สึกว่าบทสวดเยอะมาก แรกๆ สวดมนต์ก็รู้สึกง่วงนอน รู้สึกเมื่อไหร่จะสวดจบ พอได้ทำวัตรทุกวันทำให้ตั้งใจมากขึ้นสวดเสียงดังขึ้น   ฟังเสียงตนเองทำความเข้าใจกับคำแปลใส่ใจมากขึ้น ทำให้หนูชอบการสวดมนต์เป็นพิเศษทำให้มีสมาธิ ความรู้สึกแรกที่คิดว่าบทสวดเยอะไปกลับหายไปและการนั่งเรียนนั่งฟังการบรรยายของวิทยากรทำให้ได้ความรู้และแนวคิดต่างๆ ที่จะนำไปใช้ในการทำงานและชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี

          ที่นี่ปฏิบัติธรรมแบบสายกลางสอนให้รู้ทันตนเอง สอนให้คิดบวก สอนให้เข้าใจสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ ให้ทำแต่ความดีละเว้นความชั่ว เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน มีความกตัญญูต่อ บิดา มารดาและผู้มีพระคุณ ที่นี้อาหารอร่อยทุกอย่าง ขอบคุณพ่อครัว แม่ครัวที่ทำอาหารอร่อยๆ ให้พวกเรา    ขอบคุณวัดวะภูแก้วที่ขัดเกลานิสัยให้เป็นคนดีมีคุณธรรม จริยธรรมมากขึ้น 

นางสาว รัชณีกร สังฆมณี
ศัลยกรรมกระดูกและข้อหญิง-เด็ก ชั้น 3

 


มาที่นี้มีแต่ได้กับได้ ♥♥♥

          การมาวัดครั้งนี้มันคุ้มค่ามากจริงๆ บอกเลยว่ามีแต่ได้กับได้ ได้เรียนรู้หลักธรรมที่ถูกต้อง เรียนรู้บาป บุญ กฎแห่งกรรม การคิดบวก ได้แนวปฏิบัติในการจัดการกับความทุกข์ วัดวะภูแก้วขัดเกลาจิตใจคนได้จริงๆ ก่อนหน้านี้รู้สึกได้เลยว่าเราห่างไกลจากวัดไปทุกทีๆ อยู่ในสถานที่ทำงานบางครั้งรู้สึกได้เลยว่าใจเราเริ่มแข็งกระด้างขึ้น จนได้มาอบรมในครั้งนี้ระยะเวลาเพียง 4 วัน 3 คืน รู้สึกว่าจิตใจเข้มแข็งขึ้นแต่ไม่แข็งกระด้าง การได้ปฏิบัติสมาธิทำให้ใจที่หอบความทุกข์ความไม่สบายใจเอาไว้มันเบาลง มันสงบขึ้น โล่งใจมากขึ้น มีความสุขมากขึ้น ต่อจากนี้ไปจะทำแต่ความดีจะเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเก่า ในชีวิตของคนครั้งหนึ่งควรได้มาวัดวะภูแก้ว ถ้าเป็นไปได้อยากให้เจ้าหน้าที่ทุกคน ทุกระดับในโรงพยาบาลได้มา 100%

นางสาว พรรณี ปุ๊กสูงเนิน
หนักทารกแรกเกิด 1 (NICU 1)

                                                           

 

ความคิดเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน ♥♥

          ในอดีตที่ผ่านมาตนเองไม่ค่อยชอบการนั่งสมาธิ การฟังธรรมะหรือแม้แต่การเข้าวัดฟังธรรมะที่วัด  คุณแม่พยายามให้ไปวัดบ้างแต่จำใจอย่างมากเพราะถูกบังคับ เคยคิดว่าจะทำไปเพื่ออะไร ได้อะไรขึ้นมา    ชีวิตคนเราตัวเราเองเป็นคนกำหนดใครจะมากำหนดได้ ในเรื่องของการใช้เงิน ถ้าอยากได้อะไรขึ้นมาจะซื้อให้ได้ ไม่เคยคิดเก็บเงินเลย ไม่เคยคิดจะให้เงินเดือนพ่อกับแม่ คิดเสมอว่าต้องส่งน้องเรียนแทนพ่อกับแม่ก็ดีแล้ว  การมาวัดครั้งนี้เหมือนถูกบังคับอย่างรุนแรงทำให้รู้สึกแย้งในใจว่าทำไมต้องมาวัดวะภูแก้ว แต่พอมาถึงวัดความคิดเริ่มเปลี่ยน วัดดูสงบมากดูสวยงามเป็นธรรมชาติที่น่าสนใจ จนได้นั่งสมาธิในตอนแรกเกิดอาการปวดเมื่อยมาก ปวดแขน ปวดขา ไม่อยากนั่งเลย ตอนสวดมนต์สวดผิดๆ ถูกๆ รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางของตนเอง แต่พอฟังอาจารย์ ดร.ดาราวรรณ เด่นอุดม สอนเรื่องสร้างพลังจิตเพื่อชีวิตที่สดใส เริ่มมีประกายความคิดว่าถ้าลองเปลี่ยนความคิดตนเองดูอาจทำให้จิตใจที่ฟุ้งซ่านกลับมาดีมากขึ้น มีสมาธิขึ้น พอได้ลองทำจริงๆ รู้สึกได้เลยได้รู้สึกโปร่งโล่งสบายอย่างบอกไม่ถูก ไม่เหมือนแต่ก่อนดูมืดมนไปหมด พอจะแก้ไขปัญหารู้สึกเครียดมากหาทางออกยากมาก ชอบมากเรื่องทุกข์เพื่อสุขทำให้ได้แนวคิดต่างๆ ว่าไม่ใช่เรื่องของเราที่เลวร้ายที่สุด ทุกคนก็ต้องผ่านประสบการณ์ที่แย่ๆ เพียงแค่เราคิดว่าปัญหามันแก้ไม่ยากเลย เป็นแค่เรื่องง่ายๆ สร้างรอยยิ้มให้กับตนเองอย่างสม่ำเสมอทำจิตใจให้เบิกบาน ให้อโหสิกรรมกับบุคคลอื่นแม้ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม กลับไปแล้วจะพยายามสวดมนต์ ทำบุญ ทำสมาธิและจะยิ้มให้ตนเองทุกวัน และจะไม่มัวแต่ทำงานโดยไม่สนใจพ่อแม่ พยายามกลับบ้านบ่อยมากขึ้น ส่งเงินเดือนให้พ่อแม่ใช้ตามความเหมาะสม

นางสาว แสงสุข ชาญประโคน
หน่วยผ่าตัดอาคารรักษา (OR อาคารรักษา)

 

 

ทำดีก็ได้แต่สิ่งดีๆ ♥♥

          ข้าพเจ้าได้มาเข้าร่วมการอบรมพัฒนาจิตที่นี่ครั้งแรก วันแรกที่มาไม่คิดว่าตนเองจะทำการฝึกพัฒนาจิตได้ เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยไปอบรมที่วัดแห่งหนึ่งในวังน้ำเขียวแล้วไม่เคยนั่งสมาธิแล้วไม่หลับอาจเป็นเพราะไม่ได้ตั้งใจ แต่เมื่อมาฝึกที่นี้ฝึกทำสมาธิ ฝึกเจริญสติ ข้าพเจ้าสามารถนั่งสมาธิได้โดยไม่หลับ รู้สึกสงบขึ้นกว่าเดิมและฝึกสมาธิมากขึ้น เมื่อก่อนไม่เคยเชื่อว่าการนั่งสมาธิจะฝึกตนเองให้มีสติ สมาธิได้ แต่มาที่วัดวะภูแก้วกลับได้ไปมากกว่านั้น ได้การนำเอาอิทธิบาท 4 มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน หลักนี้จะทำให้เรามีความสุขกับเพื่อนร่วมงานและทำให้เกิดความก้าวหน้าในการงาน การเอาพรหมวิหาร 4 มาใช้ในการดูแลผู้ป่วยจะทำให้เข้าใจผู้ป่วยมากขึ้น ข้าพเจ้าเชื่อในเรื่องผลของกรรมมากขึ้น จากเมื่อก่อนก็เชื่อแต่ไม่คิดว่าจะส่งต่อกรรมในปัจจุบัน ส่งผลให้เห็นได้ทันตาในขณะที่เราไม่รู้ว่านี่แหละคือกรรมจึงทำให้ข้าพเจ้าตั้งใจจะทำแต่กรรมดี ตั้งใจจะบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนาให้ผลดีกับทั้งตนเอง เราจะรู้สึกได้ว่าเมื่อจะทำอะไรเราจะมีสติในทุกย่างก้าว ทุกครั้งที่จะทำอะไรก็จะนึกถึงบาป บุญ เสมอให้ผลดีกับคนในครอบครัว พ่อแม่ ข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกครั้งที่เราทำดีนั่นหมายถึงพ่อแม่เราทำดีด้วย เพราะพ่อแม่ท่านสั่งสอนให้เราเป็นคนดี เราทำดีพ่อและแม่ท่านก็ได้ดีให้ผลดีกับเพื่อนทั้งเพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน เมื่อเราปรารถนาสิ่งดีให้เพื่อนทุกครั้งที่เราพบปัญหาในการทำงานเราจะได้รับความช่วยเหลือ ความมีน้ำใจกับเพื่อนร่วมงานเสมอ ทุกวันนี้ข้าพเจ้าทำงานเป็นพยาบาลวิชาชีพประจำที่หอผู้ป่วยสูติกรรม 1 โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจที่ได้มาอยู่ที่นี่ ทั้งที่ทำงานที่ดี ทั้งเพื่อนร่วมงานที่ดี จึงเกิดความสุขในการทำงาน สุขในที่ทำงานก็ส่งผลให้สุขถึงครอบครัว มีครอบครัวที่อบอุ่นและรักข้าพเจ้าทำให้รู้สึกสุขในใจมาก

          ขอบคุณสถานที่แห่งนี้วัดวะภูแก้วที่ให้ข้าพเจ้าได้มาเรียนรู้ธรรมะ ได้ฝึกสมาธิทำให้ข้าพเจ้ามองเห็นความสำคัญของหลักธรรมคำสอนของศาสนามากขึ้น หากมีโอกาสข้าพเจ้าก็อยากจะมาปฏิบัติธรรมที่แห่งนี้อีกพร้อมกับชักชวนครอบครัวและเพื่อนๆมาปฏิบัติธรรมด้วย การมาครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าประทับใจมากจริงๆ

นางสาว เปรมระวี แก้วงาม
สูติกรรม 1

 

ทำได้ดีเพราะมีความเข้าใจและไม่กดดัน ♥♥

          ก่อนอื่นต้องแจ้งให้ทราบก่อนเลยค่ะว่าเคยปฏิบัติธรรมมาหลายที่แต่การมาครั้งนี้ทำให้รู้สึกว่าการที่เราปฏิบัติธรรมด้วยความเข้าใจในศาสนาด้วยจะทำให้เราสามารถปฏิบัติได้ดี สิ่งที่ชอบมากในวัดนี้คือ การไม่ตึงไป ไม่หย่อนไปทำให้เราไม่รู้สึกเครียดในการปฏิบัติธรรม ไม่รู้สึกว่าถูกบังคับทำออกมาจากใจและไม่กดดัน ค่อยๆทำไปอาจารย์ทุกคนเข้าใจความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี มีคำแนะนำให้เสมอในสิ่งที่ทุกคนยังปฏิบัติไม่ได้ทำให้เรามีความสุขในการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างมากและเมื่อเรามีความสุขในการปฏิบัติธรรม จิตใจเราก็มีความสุขตามมา มีความสงบและมีเหตุผลในการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติธรรมอย่างรู้จุดหมายที่นี่ทำให้อยากปฏิบัติมากขึ้น ไม่เคยรู้สึกว่าปฏิบัติธรรมแล้วจะมีความสุขขนาดนี้เลย สัญญาว่ากลับไปจะใช้ทุกคำสอนทุกๆ อย่างของอาจารย์ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ทำทุกวันให้ดีที่สุดค่ะ

นาง ณีรนุช ภัทรจารุ
อายุรกรรมชาย 8 ขวา

 

ได้รู้แก่นธรรม ♥♥

          แต่แรกเริ่มเดิมทีตั้งแต่ดิฉันเป็นเด็ก พ่อกับแม่ไม่ได้พาเข้าวัดทำบุญสักเท่าไหร่ ด้วยท่านต้องทำงาน  แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นประจำคือแม่จะทำกับข้าวไปร่วมงานบุญใหญ่ที่วัดเกือบทุกครั้งทั้งที่แม่ไม่ค่อยได้ไปเอง ดิฉันจึงไม่เข้าใจในพระธรรมเท่าที่ควร คิดว่าการเข้าวัดคือแค่กราบไหว้พระสงฆ์และสวดมนต์อ้อนวอน แต่เมื่อโตขึ้นได้มีโอกาสไปทำบุญกับยายที่มาอยู่ที่บ้านมากขึ้นด้วยการที่เราโตขึ้นจึงมีสมาธิในการฟังธรรมมากขึ้น ดิฉันสนใจมากในเรื่องพระไตรปิฎกที่ฟังที่วัด เพราะคิดว่าให้ข้อคิดในการใช้ชีวิตแต่ไม่ได้สนใจอ่านจริงจังสักที จึงยังไม่ได้เข้าใจในพระพุทธศาสนาอย่างถ่องแท้

          เมื่อได้มีโอกาสมาเข้าค่ายครั้งนี้ ได้สอบถามพี่ๆ ที่เคยมาว่าที่นี่เป็นเช่นไร พี่ๆ บอกว่าที่นี้ทำให้จิตใจสงบ อาหารอร่อย ดิฉันคิดว่าการมาปฏิบัติธรรมครั้งนี้ของดิฉันต้องได้ประโยชน์เกี่ยวกับพุทธศาสนากลับไปบ้างแน่ๆ ยอมรับว่าข้าพเจ้าสงสัยในคำสอนพระพุทธเจ้า เพราะปัจจุบันพระสงฆ์หมดความน่าเลื่อมใส สงสัยว่าพระพุทธศาสนาจริงๆ เป็นอย่างไรกันแน่ในใจลึกๆ ของดิฉันถ้ามีโอกาสสักครั้งในชีวิตอยากจะศึกษาธรรมให้จิตใจเป็นสุขอยู่แล้ว เมื่อได้มาที่สถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้จึงเข้าใจถึงแก่นสารของพระพุทธศาสนาคือ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เราต้องดับทุกข์ที่ตัวเรา การทำสติมีสมาธิทำให้เราเข้าใจตนเองมากขึ้น เข้าใจความรู้ ความคิด ต้นเหตุแห่งความทุกข์ให้เรารู้สึกคิดแยกแยะและสิ่งสำคัญคือ เราทุกคนมีกรรมเป็นของตนเอง ดิฉันเคยสงสัยว่าทำไมหนอชีวิตเรายังเป็นเช่นนี้ เพราะมันคือกรรมของเราทำให้คิดแยกแยะและมีเหตุผล เราทำอะไรกับใครไว้เขาจะมาดีกับเราทั้งในชาตินี้และชาติหน้า สิ่งที่ดิฉันได้ประสบพบเจอมาแล้วกับตนเองถึงรู้ว่าการอภัย คือ การจบสิ้นความแค้นทุกอย่าง ดิฉันได้ให้อภัยที่ทุกอย่างเกิดขึ้นกับดิฉันแล้ว ไม่จองเวรแล้ว จบกันชาตินี้และสิ่งที่สำคัญของที่นี่คือการทำสมาธิ เริ่มจากต้องทำจิตใจที่วอกแวกของดิฉันนั้นให้นิ่ง ช่วงแรกเป็นอะไรที่ทำได้ยากมาก ความคิดของเรามีแว่บไปแว่บมารวดเร็วมาก พอดึงกลับมาก็หลุดไปอีก รอบแรกๆ ดิฉันจึงทำไม่สำเร็จ สำเร็จแค่เพียงช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น จนถึงช่วงเวลาที่เราทำได้ จึงได้ทราบถึงความมีสติที่แท้จริง ใจที่นิ่งไม่คิดถึงเรื่องที่ดึงเราไปในทางจิตเศร้าหมอง ถึงแม้จะทำได้ไม่มากแต่ดิฉันจะนำไปปฏิบัติต่อแน่นอน ถ้ามีโอกาสจะกลับมาปฏิบัติธรรมอีกครั้งที่นี้

          ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ทำให้เราเล็งเห็นว่า สุขที่แท้คือสุขที่ใจ ปัญญาที่แท้คือปัญญาแห่งการมีสติ คิดดี ทำดี ตั้งตนที่แท้คือตัวตนที่จิตของเรา

นางสาว ปรารถนา โกเศยะโยธิน
หนักอายุรกรรม 7 ซ้าย

 


ได้รับคำสอนดีๆ
 ♥♥

          ครั้งนี้เป็นโอกาสที่ข้าพเจ้าสอบได้เป็นข้าราชการและมีโอกาสดียิ่งกว่าที่ได้มาอบรมพัฒนาจิต คุณธรรม จริยธรรม มาที่นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตทั้งๆ ที่เป็นคนโคราช อยู่มา 20 กว่าปี  พอมาแล้วตอนแรกคิดไว้ คือ ไปวัดอีกล่ะต้องตื่นแต่เช้า สมาธิ กับข้าวก็ไม่น่าจะอร่อยแต่กลับไม่เป็นอย่างที่ข้าพเจ้าคิด การมาที่นี่ในระยะเวลาสั้นๆ ใน 4 วัน 3 คืนทำให้ข้าพเจ้าได้ทำสมาธิ และได้ประสบการณ์ดีๆ ที่ในชีวิตนี้คิดว่าตัวเองไม่คิดว่าจะทำได้ และทำให้รู้ว่าความดีทำไม่ยาก

          ข้าพเจ้าทำงานทุกๆ วันอยู่กับผู้ป่วย ไม่รู้จะได้บุญหรือบาป เนื่องจากการทำงานกับผู้ป่วยบางทีก็ร้อนใจ หงุดหงิดบ้าง จึงทำให้เกิดเหตุการณ์หนึ่งที่ตลอดการทำงานในระยะ 3 ปี เพิ่งมาเจอ ข้าพเจ้าได้เกิดปากเสียงกับผู้ป่วย ด่าคำหยาบคายกันไปมาจนผู้ป่วยคิดจะฟ้องร้องทำให้หัวหน้าเรียกไปตำหนิติเตียน ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกทุกข์ใจอย่างมาก คิดอยากจะลาออกไม่อยากอยู่อีกแล้วที่นี้ อารมณ์โมโหหัวหน้าแรงมาก คิดว่าเป็นไงเป็นกัน คิดว่าการได้มาปฏิบัติธรรม ณ วัดวะภูแก้วนอกจากได้ ศีล สมาธิ ปัญญาแล้วยังได้ประสบการณ์ คำสอนดีๆจากคณะวิทยากร อาจารย์ไม่ได้สอนเพียงบาป บุญ เวรกรรม สอนการทำบุญไม่งมงาย การทำบุญกับพระอรหันต์ใกล้ตัวของเราก็ได้บุญ ข้าพเจ้าจะนำหลักคำสอนที่ศูนย์อบรมไปใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นางสาว กรกมล สังข์โกมล
อายุรกรรมหญิง กฟภ.ชั้น 5

 

ประสบการณ์ผู้เข้ารับการอบรมพัฒนาจิต

"โครงการบุญจาริก มูลนิธิจดหมายเหตุพุทธทาสอินทปัญโญ วันที่ 27-31 มี.ค. 2561"

 


โรงเรียนบัวลาย / โรงเรียนพุดชาพิทยาคม / โรงเรียนมัธยมด่านขุนทด 

มัวแต่อายจนสายเกินไป­­­ •••

        เมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมาฉันเคยมาปฏบัติธรรมที่วัดวะภูแก้วแห่งนี้  ในครั้งนั้นฉันก็ปฏิบัติธรรมอย่างตั้งใจ  ทางวิทยากรจะให้มีการดูวีดีโอเกี่ยวกับพระคุณพ่อแม่  นั่งสมาธิ  เดินจงกรม  ภาวนา  จนถึงวันสุดท้าย  วิทยากรจะให้เราเขียนสัญญาใจ  ฉันก็เขียนถึงแม่ว่า “ที่ผ่านมาหนูเคยทำผิดกับแม่  เถียงแม่  ดื้อกันแม่  หนูสัญญานะว่าจะไม่ทำแบบนั้นอีก”  “หนูจะกล้าพอที่จะบอกรักแม่  หนูจะบอกรักแม่ให้ชื่นใจเลย” 

        แต่เมื่อกลับไปฉันไม่ได้บอกรักแม่  ไม่ได้เอาใบสัญญาใจให้แม่อ่าน  เพราะเพียงเหตุผลคืออาย  ฉันจึงได้ปล่อยเลยไป  จนลืมไปว่าตอนอยู่ที่วัดฉันอยากบอกรัก  อยากก้มลงกราบเพียงใด

        เมื่อช่วงกลางปี 2561  ที่ผ่านมาแม่ไอไม่สบายเป็นเดือน  จึงไปหาหมอ  หมอหาสาเหตุไม่ได้ว่าเป็นอะไร  จึงได้ให้เพียงยาแก้ไขและยาลดไข้เท่านั้น  เวลาผ่านไปไม่ถึงเดือน  แม่ก็ต้องเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง  ครั้งนี้หนักจึงได้พักรักษาตัวที่โรงพยาบาล  ฉันมีเวลาไปหาแม่ในช่วงตอนเย็นหลังเลิกเรียนบางวันเท่านั้น  เพราะที่บ้านมีงานให้ทำ  ผ่านไป 1 อาทิตย์  แม่ถูกส่งตัวไปรักษาตัวต่อที่ตัวเมืองโคราช  ฉันจึงไม่มีโอกาสได้ไปหาแม่สักเท่าไร  หมอได้ตรวจพบว่าแม่น้ำท่วมปอด  เป็นหนองในหัวใจ  น้ำในที่นี้ก็คือเลือด  ที่ทุกคนคงทราบดีอยู่แล้ว  รักษาเสร็จก็กลับมารักษาตัวที่บ้าน  ฉันเองก็พอมีเวลาอยู่กับแม่อยู่บ้าง  อยากช่วยพ่อดูแลแม่แต่ก็คงช่วยไม่ได้เพราะเราไม่ทราบว่าต้องทำอะไร  ไม่กล้าถาม  เพราะอายอีกเช่นเดิม  และแล้วผลตรวจอีกรอบก็ออกมา  เป็นผลตรวจที่ทุกคนกลัวและตกใจอย่างถึงที่สุดคือ  แม่เป็นมะเร็งปอดระยะกระจายตัว  คือเกือบระยะสุดท้าย  ฉันตกใจและร้องไห้คิดว่าแม่คงอยู่กับเราอีกไม่นาน  ฉันก็ได้ดูแลแม่อยู่ห่างๆ อยากถามแม่ว่าเจ็บไหม  เหนื่อยมากไหมแม่  แต่ก็คงเขินอายไม่กล้าถาม  อยากกอดแม่ทุกครั้งที่เห็นหน้าแต่ก็ไม่กล้าอีกเช่นเดิม  เป็นแบบนี้มา 6 เดือน  โดยที่ฉันยังไม่กล้าที่จะบอกรักแม่  กอดแม่  ครั้งสุดท้ายฉันได้บอกกับแม่และจับมือแม่บอกแม่สู้ๆ นะ แทบจะร้องไห้แต่ไม่อยากร้อง  แม่คงจะห่วงแม่บอกว่านวดให้แม่หน่อย  แม่ชาไปหมดแล้ว  ขาแม่ชา  แขนแม่ชา  ฉันก็นวดให้อย่างภูมิใจที่ทำให้แม่ในครั้งนั้น  และเมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2561  แม่ได้จากลูกไปแล้ว  เวลา 21.50 น.  ฉันดีใจที่ฉันได้ดูแลแม่อยู่ห่างๆ มาโดยตลอด  มองแม่ด้วยความรักเสมอ  ถึงสภาพแม่จะเป็นแบบไหนก็ตาม  แต่ฉันก็เสียใจที่คำว่า รัก มันออกจากปากฉันยากเหลือเกิน  และมันก็สายเกินไปเสียแล้ว  ถ้าหากเมื่อ 2 ปีก่อนฉันไม่ได้มาปฏิบัติธรรมที่วัดวะภูแก้ว  ฉันอาจจะไม่พยายามดูแลแม่  ไม่เข้าใจความรู้สึกแม่  ในช่วงเวลาที่ผ่านมา  และขอบคุณวัดวะภูแก้วที่ทำให้ฉันมีจิตสำนึก  ที่ทำให้คิดถึงความดีของแม่อยากจะดูแลแม่และฝากบอกทุกคนที่ยังมีโอกาส  ยังบอกรักแม่ได้  ก็บอกเสียก่อนที่จะสายไปแบบฉัน  เราบอกรักคนอื่น  บอกรักแฟนได้  แต่พ่อแม่บอกรักไม่ได้ก็ให้รู้ไป  อย่าชะล่าใจแบบฉันนะ

ธันยพร  จันทร์รอด
ม.4/3 โรงเรียนมัธยมด่านขุนทด


  เมื่อเด็กเกเรอยากเปลี่ยนตัวเอง­­•• 

        หนูเป็นเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่  ตั้งแต่อยู่ ป.3  เพราะพ่อกับแม่ต้องไปทำงานที่ต่างจังหวัด  หาเงินส่งมาให้หนูเรียนหนังสือ  ตอนเด็กหนูอายเพื่อนมากที่เวลาครูถามว่าพ่อแม่ไปทำงานอะไร  พ่อแม่ของหนูทำงานตอกเสาเข็ม  หนูอายมาก  พอหนูโตอยู่ ม.2  หนูติดเพื่อนมากอยู่บ้านกับพี่ชายแค่ 2 คน  แต่บางครั้งพี่ชายหนูก็ไปนอนหอเพื่อน  หนูต้องอยู่คนเดียว  หนูจึงไปอยู่กับเพื่อน  ไปนอนบ้านเพื่อน  แม่ส่งเงินมาหนูไม่เห็นค่าของเงิน  หนูเอาไปเที่ยวกับเพื่อนเลี้ยงเพื่อนทุกอย่าง  กลับบ้านตี 5 ทุกวัน  พอเงินหมดหนูโทรขอแม่ใหม่  ถ้าแม่ไม่ให้หนูก็ทำท่าไม่พอใจใส่  หนูกระแทกเสียงใส่แม่ทางโทรศัพท์แล้วตัดสายทิ้ง  แต่หนูก็ไม่เคยทิ้งการเรียนพอจบ ม.3  หนูไปหาแม่หนูเห็นแม่ทำงานหนัก  แดดก็ร้อนมาก  แล้วพ่อพี่หนูมาเล่าให้ฟังว่า  ตอนหนูโทรไปขอเงินแม่  พ่อก็ทำงานอยู่  พี่บอกว่าพ่อน้ำตาตก  หนูเสียใจมาก  อยากขอโทษก็ไม่กล้า  พอกลับบ้านมาตอน ม.4  หนูก็ยังเที่ยวอยู่แต่น้อยลง  พอมา ม.5 หนูก็คิดจะเปลี่ยนตัวเอง  พยายามทำให้พ่อกับแม่สบายใจทุกอย่าง  หนูอยากบอกพ่อกับแม่ว่าการที่พ่อกับแม่ให้หนูกับพี่มันทำให้หนูเรียนรู้อะไรหลายอย่าง  ทำให้หนูมีภูมิคุ้มกันตัวเองที่ดี  มีความมานะพยายามที่ทำด้วยตนเอง

        หนูอยากขอบคุณวัดวะภูแก้วที่สอนให้หนูรู้อะไรมากขึ้น  กลับไปนี้หนูจะพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นไป  หนูจะเก็บทุกคำสั่งสอนมาใช้ในชีวิตให้หนูเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพทำให้รู้ถึงพระคุณพ่อแม่ ครู-อาจารย์  และผู้มีพระคุณทุกคน  ขอบคุณค่ะ

ธีรติ  แสไพศาล
ม.6/3  โรงเรียนพุดซาพิทยาคม


  ลูกผู้ชายต้องเสียน้ำตาที่ค่ายนี้­•

 

        แม่งเอ้ย!  ไม่อยากมาเลย  นี่คือคำพูดก่อนที่ผมจะมาค่ายๆ นี้  แต่พอเข้ามารู้สึกแรกก็ยังอึดอัดและอยากกลับบ้าน  แต่พอผ่านคืนแรกไปรู้สึกว่าได้ปลดปล่อยความทุกข์ทั้งหลาย  ถึงจะเหนื่อย แต่ก่อนผมเป็นคนที่เกลียดศาสนาเข้าเส้น  และถึงแม้ตอนนี้แม้ชักจะชอบศาสนามากขึ้น  แต่ผมก็ยัง
ขี้เกียจทำวัตร  แต่ผมชอบนั่งสมาธิมันทำให้สงบ

        ค่ายนี้ทำให้ผมกลับมาอ่านหนังสือได้อีกครั้ง  เพราะมีช่วงหนึ่งที่ผมติดเกมมาก  แต่ผมก็ทำเกรดดีมาตลอดเลยทำให้ไม่ศรัทธาศาสนานัก  แต่ค่ายวะภูแก้วทำให้ผมเปลี่ยนความคิดได้นิดหน่อย  ทำให้ชอบอ่านหนังสือ  มีสมาธิมากขึ้น  และที่ทำให้ผมสำนึกถึงชัดสุดคือ  บุญคุณแม่ เพราะที่ผ่านมาผมเถียงแม่และใช้อารมณ์กับแม่ แต่มาอยู่ที่นี้ได้ฟังธรรมเทศนา  อยู่ๆ น้ำตาผมก็ไหลพราก  ในใจก็คิดว่าเสียชาติเกิดที่เป็นชายนี่ต้องมาเสียน้ำตา  แต่น้ำตาก็ยังไหลไม่หยุด  ยิ่งฟังเรื่องในหลวงผมก็ยิ่งซาบซึ้ง  ขอขอบคุณวัดวะภูแก้วที่ทำให้ผมคิดใหม่

เจนณรงค์  นิราราช
ม.6/1  โรงเรียนบัวลาย


 จะปฏิบัติตามหัวใจของพุทธศาสนา

        ตั้งแต่รู้ว่าโรงเรียนจะเข้าค่ายธรรมะ  ข้าพเจ้าไม่รู้สึกดีเลยเพราะข้าพเจ้าห่างหายจากการเข้าวัดมานาน  จนข้าพเจ้าไม่รู้เลยว่าเข้าวัดแล้วต้องทำอะไรบ้าง

        แต่พอมาที่วัดวะภูแก้ว  ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่า  สถานที่นี้ร่มรื่น  สบายกาย  สบายใจ  ครั้งแรกข้าพเจ้าก็ได้นั่งสมาธิ  นั่งไม่ได้เลย  รู้สึกไม่ค่อยสบายกาย  ปวดขา  ปวดกระดูกสันหลัง  พอนั่งครั้งต่อมาข้าพเจ้าก็เริ่มนั่งได้สบาย  ไม่มีปัญหาอะไร  พอถึงเวลากลางคืนก็ได้ดูวีดีโอ  การคลอดลูกของแม่ว่าแม่จะเจ็บและทรมานแค่ไหนในระยะตลอดเวลา 9-10 เดือนที่ท่านอุ้มท้องเรา  ท่านเฝ้าดูแลเอาใจใส่เรา  ฟูมฟักร้องเพลงกล่อมเรา

        แต่ก่อนข้าพเจ้าเป็นคนดื้อไม่มากนักแต่มีแม่คอยให้คำปรึกษา  แม่ที่รักเรามากกว่าใคร  แม้ชีวิตเขาก็ให้เราได้  หลังจากคืนนั้นเป็นต้นมา ข้าพเจ้าก็รู้สึกภูมิใจตั้งใจภาวนาให้กับแม่  วัดวะภูแก้วสอนอะไรกับข้าพเจ้าหลายๆ เรื่อง  ทั้งเรื่องบุญ  เรื่องบาป  เวร-กรรม  ทำกรรมอะไรไว้ย่อมได้รับกรรมนั้นในเร็ววัน  ข้าพเจ้าได้คติสอนใจคือ

ทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว

ข้าพเจ้าจะทำความดีละเว้นความชั่วทำจิตใจให้บริสุทธิ์  ปฏิบัติตามหัวใจของพระพุทธศาสนา

พัชรี  พละไชย
ม.4/1  โรงเรียนบัวลาย


 ถามเอง  ได้คำตอบด้วยตัวเอง

        วันหนึ่ง  คือวันที่ถูกบังคับมาที่วัดวะภูแก้วนี้  ผมเป็นคนที่เกเร  ชอบตั้งคำถามว่าจะทำไปทำไม  เพื่ออะไร  ตั้งแต่วันแรกจนวันนี้เอาจริงๆ มันน่าเบื่อไปหมด  ถูกบังคับไปหมด  แต่ลึกๆ ข้างในของผม  มันคิดได้อยู่อย่างหนึ่ง  ว่าที่เขาอบรมเราดุด่าเรา  สั่งสอนเรา  มันเป็นเพราะตัวเราเองไม่เอาไหน  ทุกอย่างที่เขาสอนเราเพื่อจะทำให้เราเป็นคนดีต่อสังคม  กตัญญูต่อพ่อแม่  สำนึกคุณของครูอาจารย์  และตอบแทนคุณ

        ในการอบรมในครั้งนี้มีสิ่งหนึ่งที่ค้างคาคือนิสัยผมเป็นคนใจทะเยอทะยาน  ไม่ชอบอยู่เฉย  พอได้นั่งสมาธิกลับทำให้ผมเพลิน  ไม่ซุ่มซ่าม  ไม่มีอารมณ์ปรุงแต่งที่เป็นทุกข์คือ  โลภ  โกรธ  หลง  ทำให้ผมนิ่งและมีสตินึกคิดมากขึ้น  มันอาจจะช่วยแก้ปัญหาในชีวิตได้ดีขึ้น  และความอดทนในครั้งนี้  อาจทำให้ผมนำไปใช้ในชีวิตต่อไป  ปัญหาที่เคยทำให้ผมย่อท้อ  ก็อาจจะมีแรงสู้ขึ้นมา  ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาในชีวิตของผม  ทั้งดีและร้าย  ทำให้ผมรู้รสชาติของชีวิต

ยุทธศักดิ์  กกสันเทียะ
ม.6/4  โรงเรียนพุดซาพิทยาคม


  ได้สิ่งดีๆ หลายอย่างจากการปฏิบัติธรรม

        ในวันแรกที่ผมได้รู้ว่าจะต้องไปเข้าค่ายอบรมคุณธรรมจริยธรรม  ผมคิดในใจว่าไม่ไปหรอกมันน่าเบื่อ  น่ารำคาญได้แต่นั่งสมาธิแล้วก็สวดมนต์  เมื่อใกล้จะถึงวันมา  ผมถามแม่ว่าผมจะไปดีไหม  มันน่าเบื่อ  แม่บอกว่าลองไปดูเถอะลูก  เผื่อมีอะไรดีจะได้มีสมาธิมากยิ่งขึ้น  จะได้มีสมาธิในการเรียน 

        พอมาถึงที่วัดวะภูแก้วเห็นได้ถึงความสงบความร่มรื่น  เมื่อผมได้ทำกิจกรรมผมได้รู้เลยว่าการเข้าค่ายอบรมคุณธรรมจริยธรรมไม่ใช่แค่นั่งสมาธิและสวดมนต์  แต่มีการบรรยายและให้จดตามเพื่อบันทึกจากอาจารย์ ดร.  และคุณครูทุกท่าน  สอนให้เราทำจิตให้สงบไม่ฟุ้งซ่าน  ผมมีโรคประจำตัวส่งผลทำให้นั่งนานๆ ไม่ได้  เมื่ออาจารย์ ดร.ให้นั่งสมาธิ  ผมก็รู้สึกปวดขึ้นมาแต่ผมก็ตั้งจิตให้สงบตามที่อาจารย์ ดร.สอน  อาการที่ปวดก็เริ่มคลายจนหายปวดในที่สุด

        วัดวะภูแก้วสอนให้ผมมีสมาธิ  จิตใจสงบ  อย่าไปเพ่งเล็งกับอาการเจ็บปวดของร่างกาย  อาจารย์ ดร. สอนว่า กายเราปวด แต่ใจเราไม่ปวด  ขอบคุณวัดวะภูแก้วที่ทำให้ผมรู้อะไรหลายๆ อย่าง สอนผมหลายๆ เรื่อง เมื่อกลับไปผมจะเป็นคนดีของสังคมครับ

กิจติชัย  ภูมิ
ม.2  โรงเรียนพุดซาพิทยาคม


 ขอบคุณแมลงที่ทำให้ได้บุญเพิ่ม

        ในขณะที่ขึ้นรถบัสเพื่อเดินทางมาที่วัดวะภูแก้ว  หนูเบื่อและทุกข์มาก  หนูได้ยินมาว่าวิทยากรที่นี่โหดและเคร่งครัดมาก  หนูคิดในใจว่า “ตายแน่เรา”  แต่อย่างที่รู้กันแหละค่ะว่าไม่มีใครมาปฏิบัติธรรมแล้วตายหรอก  พอมาถึงวัดวะภูแก้วก็เก็บของเข้าที่พัก ได้เวลาพักน้อยมาก  ไม่เหมือนที่อื่น  ปฏิบัติธรรมเคร่งมาก เวลาสวดมนต์ก็เหนื่อย  ปวดเมื่อยทั้งตัว  ยิ่งพอได้นั่งสมาธิตะคริวก็กินขาจนรู้สึกขยับไม่ได้  ชาจนเหมือนคนขาพิการ  ในช่วงแรกๆ ก็นั่งแค่ตามที่คนส่วนใหญ่นั่งกัน  เวลาทำอะไรไม่เข้าหูเข้าตานิดหน่อยวิทยากรก็บ่นจนรู้สึกรำคาญ  แต่พอวันที่ 2  ก็มาเข้าใจตอนที่ครูประกายเล่านิทานก็รู้สึกว่า “เอ๊  ที่จริงครูก็ไม่ได้โหดอย่างที่คิดตอนแรกนะ  ครูเป็นคนตลกมากเพียงแต่เคร่งเรื่องระเบียบวินัย ไปๆ มาๆ เริ่มชอบไม่อยากกลับเท่าไร  แต่อีกใจก็อยากกลับเพราะปวดเมื่อยอยู่กับการปฏิบัติธรรม  พอนั่งสมาธิยกที่ 9  หรือยกสุดท้าย  ก็อย่างที่บอกค่ะ  ปวดเมื่อยมากเลย  พอครูให้ถอนจิตคนส่วนใหญ่ก็ลืมตา  หนูก็กำลังจะเป็นหนึ่งในนั้นเพราะหนูไม่ไหวแล้วจริงๆ แต่ตอนนั้นเองแมลงอะไรไม่รู้เข้าไปอยู่ในเสื้อข้างหลัง  ในขณะนั้นไม่กล้าขยับตัวกลัวว่าจะเป็นแมลงกัด  เลยต้องนั่งต่อจนไม่สนใจว่าจะปวดขาไหมเพราะกลัวว่าแมลงที่ไต่อยู่ในเสื้อด้านหลังจะกัดหรือต่อยเอา  จนในที่สุดหนูทนความปวดเมื่อยต่อไม่ได้ต้องออกจากสมาธิ  พอแค่ขยับนั่งท่าพับเพียบเท่านั้นแหละ  แมลงตัวนั้นต่อยที่ไหล่ด้านหลังทั้งคัน  ทั้งปวด  ทั้งแสบ  ในขณะนั้นโกรธมันมากพยายามหาแมลงตัวนั้นที่อยู่ด้านหลังแต่หายังไงก็ไม่เจอ  ไม่รู้ว่าออกไปตอนไหน  ตอนนั้นรวมๆ แล้วหนูนั่งสมาธิประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที  หนูโกรธแมลงตัวนั้นมากๆ ที่มาทำให้หนูเจ็บ  แต่พอมานึกดีๆ แล้ว  ต้องขอบคุณมันมากกว่าเพราะแมลงตัวนั้นทำให้หนูได้บุญมากขึ้น  หนูเลยอุทิศบุญกุศลให้แมลงตัวนั้น  สุดท้ายหนูขอขอบคุณวิทยากรและคุณครูรวมถึงแมลงตัวนั้นด้วยที่สอนอะไรหลายๆ อย่างให้หนู

พัชรพรรณ  ศรีดาแก้ว
ม.4/1  โรงเรียนพุดซาพิทยาคม


 ศาสนามีไว้เพื่ออะไร­•

        ผมอยากมาที่นี่เพราะอยากออกห่างจากโลกภายนอก  แต่ก่อนผมคิดว่าศาสนาเป็นเรื่องงมงาย  แต่เมื่อมาเข้าค่ายที่นี่ทำให้ผมคิดว่า  ศาสนาไม่ใช่เรื่องงมงาย  แต่ศาสนามีไว้สั่งสอนให้คนรู้จักดีชั่ว  ให้สงบจิตสอนให้พึ่งพาตนเอง  สอนว่าสิ่งใดผิดถูก ทำให้ผมตระหนักว่า  ศาสนานั้นเป็นคำสอนที่มีเหตุผลมิใช่ให้เชื่อแบบงมงาย  แต่สอนให้พัฒนาตนเองครับ

ศรเทพ  ฉิมสุนทร
ม.4/1  โรงเรียนมัธยมด่านขุนทด


 มีแง่คิดดีๆ มาฝาก

        เมื่อครูประกาศว่า  จะนำนักเรียนชั้นม.4  มาที่วัดวะภูแก้ว  หนูรู้สึกทุกข์ใจเป็นอย่างมากที่จะได้มาวัดนี้  หนูจินตนาการไปต่างๆ นานาว่า  มาที่นี่ต้องน่าเบื่อแน่ๆ ต้องลำบากแน่ๆ ต้องเป็นสถานที่ที่ทรุดโทรมน่าดู  แต่เมื่อได้เข้ามา ณ สถานที่จริง  มันกลับไม่ได้เป็นแบบที่หนูคิดไว้  สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่ร่มรื่น  เงียบสงบมาก  การมาที่วัดวะภูแก้วทำให้หนูได้ข้อคิดอะไรหลายๆ อย่าง  เช่นเมื่อก่อนหนูเคยคิดที่จะโกรธจะเกลียดพ่อของหนู  เพราะพ่อได้ทิ้งแม่และหนูไป  หนูคิดว่าพ่อไม่ได้รักหนูและแม่ของหนูแล้ว  แต่เมื่อได้ฟังคำที่ครูได้บรรยายเกี่ยวกับพระคุณของบิดา-มารดาแล้ว  ทำให้หนูคิดได้  ทำให้หนูรู้ว่าที่พ่อทำไปคงมีเหตุผลและทำให้หนูไม่สามารถโกรธพ่อของหนูลงเลย  หนูขอขอบคุณคณะครูที่ได้นำหนูมาที่นี่และขอขอบคุณคุณครูที่อยู่ที่วัดวะภูแก้วที่ทำให้หนูคิดได้

        แต่ในความโชคดีก็มีความโชคร้าย  คืนวันที่ 3 หนูปวดท้องหนักมาก  กินยาแล้วก็ไม่หาย  แต่เมื่อถึงเวลาที่ครูให้นั่งเจริญสมาธิ  หนูพยายามทำสมาธิให้ได้ก็สามารถทำให้อาการปวดท้องเบาลงได้  แต่ก็ไม่หายขาด  แต่สิ่งที่หนูทำให้หนูหายขาดจากการปวดท้องคือ  ในเช้าวันที่ 4 ของการอยู่
ที่นี่ หลังจากสวดมนต์  ครูได้พาทำโยคะออกกำลังกายบริหารลมหายใจ  หนูทำตามคำที่ครูบอกทำไปเรื่อยๆ หนูก็หายปวดท้องไปได้เอง

        ชีวิตของคนเราไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน  ฉะนั้นเมื่อยังมีลมหายใจอยู่จงทำความดีไว้เถิด  เมื่อตายไปจะได้ไม่ตกนรก  นี่คือข้อคิดที่ดีอีกหนึ่งอย่างที่หนูได้จากวัดวะภูแก้ว

อมรรัตน์  นีขุนทด
ม.4/2  โรงเรียนมัธยมด่านขุนทด


  ความรู้มีอยู่ในทุกสถานที่

          ตอนแรกไม่อยากมา  เหนื่อย  ท้อ  แต่กลับคิดผิด  มาที่นี่ได้ความคิดอะไรหลายๆ อย่าง  ทั้งแง่คิด  ความรู้  ความอดทน  สติ  สมาธิ  ปัญญา  และได้บุญ  นั่งสมาธิตอนแรก  รู้สึกปวดขา  ปวดหลัง  และเมื่อยตัว  หลับไปหลายยก  แต่ละยกสอนอะไรหลายๆ อย่าง ในการฟังบรรยาย  บางครั้งน้ำตาคลอบ้าง  ตอนฟังบรรยายเรื่องพระคุณพ่อแม่ 

          ขอบคุณวัดวะภูแก้ว  ที่สอนสิ่งดีๆ ที่ไม่เคยทำ  มีสติที่เพิ่มขึ้น  จิตจดจ่อไม่ฟุ้งซ่าน  คงไม่มีโอกาสบ่อยๆ ที่จะได้มาแต่มาที่นี่คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

          การเรียนรู้ไม่ใช่แค่การเรียนภายในห้องอย่างเดียว  ทุกสถานที่ให้ความรู้ได้ทั้งนั้น  อย่าคิดแค่ว่าเรียนในห้องจะเก่งแต่ทุกสถานที่คือแหล่งเรียนรู้

ศิริรัตน์  แสนเมือง
ม.4/5  โรงเรียนมัธยมด่านขุนทด

 

กลับสู่หัวข้อหลักกลับสู่หน้าหลัก

                                                                     


                                                                 ผมโง่เหมือนที่ยายบอกจริงๆ ♥♥♥

          ก่อนที่จะมาวัดวะภูแก้วแห่งนี้ ผมเคยบวช เคยปฏิบัติธรรมมาหลายแห่ง จนผมคิดว่าวัดมีแต่การสอนเรื่องธรรมะสอนพุทธประวัติเพียงอย่างเดียวและผมก็คิดว่าผมเก่งแล้วในหลายๆ อย่าง แต่ผมกลับกลายเป็นคนโง่ เพราะเพิ่งรู้ว่าวัดไม่ใช่สถานที่ที่เอาไว้ศึกษาพระธรรมคำสอนหรือพุทธประวัติเท่านั้น แต่กลับมีการอบรมจิตใจ ฝึกจิต ฝึกสมาธิทำให้เราคิดได้หลายอย่าง และทำให้ผมมองย้อนว่า การสอนที่วัดนี้คล้ายกับที่ยายของผมสอนมาก
​          ยายของผมมักพูดกับผมว่า ผมโง่ แต่ผมก็ชอบบอกยายว่าผมโง่อะไร ผมก็อยู่ทับต้นๆ มาตลอด แล้วยายก็บอกว่า ผมโง่ด้านความคิด ตอนนั้นผมไม่เข้าใจหรอก ทำไมยายต้องลากผมไปวัดตั้งแต่เช้า ต้องตื่นมาทำกับข้าวมาหุงข้าว เพื่อใส่บาตรให้พระที่มาเดินผ่านหน้าบ้าน แล้วชอบบอกให้ผมอ่านหนังสือธรรมะบ้าง ผมก็คิดว่าอ่านหนังสือธรรมะจะได้ความรู้อะไร อ่านหนังสือวิทยาศาสตร์ สังคมยังดีกว่า ยายกดดันจนผมเป็นภาวะซึมเศร้า ตอนนั้นผมร้องไห้ แล้วยายก็บอกผมอีกว่าผมโง่ แล้วให้ผมศึกษาธรรมะ ผมจึงเข้าใจชีวิตหลายอย่าง แล้วผมก็หายจากภาวะนั้น จากนั้นผมก็เข้าใจว่าทำไมผมถึงโง่ ยายถึงด่าผมว่าโง่ ทั้งที่ผมอยู่ทับต้นๆ เรียนสูงกว่ายาย แต่กลับเป็นยายที่สอนผมได้ดีจนผมพูดไม่ออก
​          ณ วัดวะภูแก้วนี้ ทำให้ผมได้รู้จัก วัดเป็นสถานที่ฝึกใจอย่างแท้จริง ไม่ใช่เรียนธรรมะเพื่อการตอบคำถามเอารางวัล หรือทำดีเพื่อรับผลตอบแทน แต่วัดนี้สอนให้เราทำดีเพื่อตัวเราเอง คือการมีสมาธิดีขึ้น มีสติสัมปชัญญะมากขึ้น และทำให้ผมคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่ยาย แม่ ลุงเคยสอนผม ซึ่งผมลืมไปนานแล้ว แต่กลับมาคิดได้อีกครั้ง ตอนนี้ผมจึงได้รู้แล้วว่า
​ คนที่ฉลาด มากมีปัญญา ก็กลายเป็น คนโง่ ทางสติได้เช่นกัน

                                                                                                                   ทศพล เฮากระโทก
                                                                                                                  ม.4/2 โรงเรียนครบุรี


 

                                                         ผมเคยเกลียดคนที่รักผมที่สุด♥♥♥

         ผมเคยเกลียดแม่ เพราะท่านเคยด่าเราว่า “รู้อย่างนี้ไม่น่าให้แกเกิดเลย” เพราะแม่เคยคิดจะทำแท้ง หลังจากนั้นผมเริ่มประชดแม่ ไม่กินข้าว ไม่ทำงาน ไม่ทำอะไรเลย ต่อมาผมป่วยติดเชื้อในกระเพาะอาหาร ก็มีแต่แม่ที่คอยดูแลเราคอยหาข้าวหายาให้กิน
        จนเมื่อถึงวันเข้าค่าย ก่อนมาผมได้ทะเลาะกับท่าน และผมรู้สึกไม่ดีที่ทำอย่างนั้น ผมไม่อยากมาเลย แต่พอเอาเข้าจริงผมกลับรู้สึกว่าสบายที่ได้ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ และทำให้ผมได้รู้ว่าคนที่เราเคยเกลียดคือคนที่รักเรามากที่สุดในชีวิต และยังคือพระอรหันต์ที่คอยสั่งสอนเรา คำที่ท่านเคยพูด เคยว่า เคยด่า ท่านเพียงเป็นห่วง
        ดร.ดาราวรรณ ได้สอนให้รู้ว่าคนที่คอยเป็นห่วงรักเราจริงคือพ่อและแม่ คนที่เราเคยทำใส่ เคยด่า เคยว่า เขาคือคนที่รักผมที่สุด หลังจากกลับจากเข้าค่ายผมอยากจะกลับไปขอโทษท่าน และอยากกราบแทบเท้าท่าน อยากบอกว่าสิ่งที่เราคิดมันผิด และอยากขออโหสิกรรมจากท่านก่อนสายไป
       กระผมขอกราบขอบคุณวัดวะภูแก้ว ที่ให้ประสบ-การณ์ดีๆ ให้คำสอนดีๆ ให้รู้จักสติ สมาธิ และยังสอนให้รีบทำดีก่อนจะสายไป เพราะเราไม่รู้ว่าชีวิตเราจะอยู่อีกนานเท่าไร และรีบทำสิ่งที่ผิดให้เป็นถูก ขอโทษสิ่งที่ทำผิดกับพ่อแม่ ผู้มีพระคุณทั้งหลาย ก่อนที่ท่านจะเหลือเพียงร่างที่ไร้วิญญาณก่อนที่มันจะสายเกินไป เพราะท่านอาจไม่อยู่ในวันที่เราขอโทษท่านก็ได้

                                                                                                                       ภมรเทพ สุดเต้
                                                                                                                   ม.4/4 โรงเรียนครบุรี


                                                            นักแสวงหาคำตอบ♥♥♥

          ตอนยังเด็กน้อยหนูนับถือพุทธศาสนาเพราะครอบครัวปลูกฝัง หนูไปวัดเพราะพ่อแม่บอกว่าต้องไป แต่เมื่อเริ่มโตขึ้น พบเจอโลกมากขึ้น เจอความเน่าเฟะมากขึ้น หนูเหมารวมพระที่ไม่ดี เหมารวมสิ่งที่งมงายว่าเหล่านี้คือศาสนาพุทธ หนูเริ่มหมดศรัทธาลงเรื่อยๆ เมื่อขึ้นมัธยมหนูตั้งข้อสงสัยอย่างจริงจัง หนูเริ่มอยากเลิกนับถือ หนูถามครอบครัวว่าทำไมต้องนับถือศาสนาแต่ไม่เคยได้รับคำตอบที่หนูต้องการจริงๆ ได้แต่คำตอบที่ว่า “เพราะเป็นคนไทย” “เพราะเขานับถือ” หนูตั้งคำถามเพิ่มขึ้นอีก คนไทยแล้วยังไง เขานับถือแล้วยังไง
          จวบจนถึงวันที่ต้องมาวัดวะภูแก้ว ยอมรับว่าไม่อยากมา ด้วยความคิดที่ว่าศาสนาไม่ได้จำเป็นขนาดนั้นฝังหัวอยู่ตลอด วันแรกหนูไม่ได้อะไรเลย วันที่สองก็เช่นกันเพราะหนูปฏิเสธทุกอย่าง ความคิดฝังหัวว่าไม่ชอบแล้วทำไมต้องทำ กระทั่งวันที่สาม ระหว่างนั่งสมาธิมีหน้าพ่อแม่เข้ามาในหัว จิตใจสงบขึ้น นั่งได้นานขึ้น หนูลองพยายามจนได้แชมป์ รู้สึกได้ว่าความรู้สึกเชื่อในพระพุทธศาสนามีมากขึ้น อาจจะไม่มากถึงขนาดศรัทธาในทุกอย่าง แต่ก็ทำให้หนูรู้สึกดีกับพุทธศาสนามากขึ้น
                                                     ให้เกียรติทุกศาสนา เคารพทุกความเชื่อ
                                                     เป็นนักค้นหาความดีของตนเองและผู้อื่น
           ขอบคุณวิทยากรทุกท่านที่สอนในสิ่งที่หนูพยายามหาคำตอบ

                                                                                                                  พัณธิตรา นุมขุนทด
                                                                                                        ม.4/1 โรงเรียนขามทะเลสอวิทยา


                                                               ภาพแม่ร้องไห้ทำให้คิดได้♥♥♥

          ผมเป็นคนที่นิสัยค่อนข้างไม่ดี ทำเลวทรามไว้มาก แต่ย้อนกลับไปตอนประถมผมเป็นเด็กดีมาก สอบได้ไม่เกินที่ 10 ทุกเทอม เกียรติบัตรปีละ 5-6 แผ่น แต่พอขึ้นชั้นมัธยม นิสัยก็เปลี่ยนไป ตกต่ำลงหลายๆ อย่างทั้งการเรียนและพฤติกรรม ซึ่งอาจเป็นตัวอัปรีย์ของโรงเรียน ติด 0 ร ม ส ทุกเทอม เกรดก็ต่ำ เลวจนแม่เคยร้องไห้ให้ผม ผมรู้สึกผิดมากเพราะที่ผ่านมาแม่จะภูมิใจในตัวผมมาก ผมจึงคิดอยากกลับตัว
          พอรู้ว่าโรงเรียนมีโครงการที่จะให้ชั้น ม.4 มาเรียนรู้และฝึกอบรมที่วัดวะภูแก้ว ตอนแรกผมเซ็งมาก อยู่บ้านนอนเล่นไม่ดีกว่าหรือ แล้วแว่บหนึ่งผมก็นึกภาพที่แม่ร้องไห้ให้ลูกอกตัญญูคนนี้ ผมจึงอยากจะไถ่โทษตัวเองจึงตัดสินใจมา มาวันแรกทำผมหดหู่ไม่ชอบเลย ทั้งเมื่อย ทั้งปวด ทั้งหิว ทำให้ผมคิดอยากจะหนีเลย แต่ทุกครั้งที่คิดอย่างนี้ผมจะเห็นภาพแม่ตอนร้องไห้ตลอด ผมจึงตั้งใจทำทุกอย่างที่อาจารย์ให้ทำแม้จะทำได้บ้างไม่ได้บ้าง นานๆ ไปมันก็รู้สึกดีขึ้นมาก ชอบมากตอนนั่งสมาธิและบรรยายเรื่องแม่ทำให้ผมร้องไห้ ผมอยากกลับไปกราบแม่ ซึ่งผมไม่เคยทำเลย

                                                                                                                   นาวิน ปุมสันเทียะ
                                                                                                      ม.4/4 โรงเรียนขามทะเลสอวิทยา


                                               เข้าใจแล้วว่าแม่ดุแม่สอนเพราะรักเรา♥♥

 

          ข้าพเจ้าเป็นลูกคนโตของครอบครัว เคยคิดว่าไม่มีใครรัก นึกน้อยใจคนในครอบครัว ก่อนหน้าที่จะมาวัดประมาณ 1 เดือนกว่าๆ ข้าพเจ้าได้ทะเลาะกับคุณแม่อย่างรุนแรง ทำให้ข้าพเจ้าหนีออกจากบ้านไปอยู่กับปู่ย่าและพ่อ พ่อแม่ของข้าพเจ้าแยกทางกันแต่พ่อก็ไม่ทิ้งข้าพเจ้ากับน้อง ข้าพเจ้าอยู่กับยายและตากับน้องชายหนึ่งคน ข้าพเจ้าเป็นคนดื้อ ตา ยาย แม่บอกอะไรไม่ฟัง ตอนที่ปู่ข้าพเจ้ามารับข้าพเจ้านั้น แม่เดินมากอดแล้วก็ร้องไห้ แม่อวยพรเสร็จ ข้าพเจ้าก็ขึ้นรถมากับปู่มาอยู่กับย่า
          เมื่อพอถึงวันที่ข้าพเจ้ามาวัดวะภูแก้วนั้น วันแรกข้าพเจ้าก็ยังไม่อยากมานัก เพราะรู้สึกน่าเบื่อที่ต้องมานั่งสมาธิ พอถึงวันที่ 4 ได้ฟังธรรมเรื่องแม่ก็นึกถึงแม่ ตอนที่นั่งสมาธิก็นึกถึงแต่หน้าแม่ จนวันสุดท้ายวัดวะภูแก้วทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่าแม่รักลูกขนาดไหน ทำให้ข้าพเจ้าสำนึกในบุญคุณแม่ ทำให้รู้ว่าแม่ทนเจ็บ ทนปวด ทนหิว ทนร้อน ทนหนาว ทนเหนื่อยเพื่อข้าพเจ้ากับน้อง ข้าพเจ้าเปลี่ยนความคิดที่ว่าแม่ไม่รักเป็นรู้ว่าแม่รักแม่จึงสอนเรา อยากให้เราได้ดีท่านจึงสั่งสอนตักเตือน เพราะลูกคือคนที่แม่รักมากที่สุด ห่วงมากที่สุด ข้าพเจ้ากลับไปครั้งนี้ ข้าพเจ้าจะนำใบสัญญาใจที่คุณครูให้เขียนไปกราบขอโทษท่านที่ทำให้ท่านเสียใจ ร้องไห้ น้อยใจ เจ็บช้ำน้ำใจ และต่อไปสัญญาว่าข้าพเจ้าจะนำสิ่งที่ได้รับจากวัดวะภูแก้วไปใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคต

                                                                                                                 วรรณพร แคล้วสูงเนิน
                                                                                                            ม.4/1 โรงเรียนขามทะเลสอ


 

                                                         กราบพระอรหันต์ที่บ้านกันดีกว่า♥♥

          ทุกคนเคยคิดว่าการมาเข้าค่ายธรรมะนั้นเป็นสิ่งที่ “น่าเบื่อ” นั่นเป็นเรื่องจริง ซึ่งดิฉันเองก็เป็นแบบนั้น ในวันแรกที่นั่งสมาธิดิฉันนั่งไม่ได้เลย นั่งไปก็ปวดขาไป ปวดเมื่อยตามตัว จึงถามตัวเองในใจ “เมื่อไรจะได้กลับบ้าน คิดถึงโทรศัพท์เมื่อไรจะให้ออกจากสมาธิ เมื่อไรจะปล่อยไปกินข้าว”
          วันต่อมาดิฉันนั่งสมาธิก็เป็นแบบเดิม แต่มันต่างจากวันแรกตรงที่เริ่มมีสมาธิมากขึ้นแต่นั่งได้น้อย พอได้นั่งสมาธิตอนเย็นของวันที่ 2 ดิฉันนั่งได้นานกว่าปกติ แต่ก็ยังปวดอยู่เหมือนเดิมและคิดอีกว่า “เมื่อไรจะได้เข้านอน”
          วันที่สามนั่งสมาธิได้นานที่สุและฟังวิทยากรอธิบายเรื่องกฎแห่งกรรม ดิฉันก็พอจะเชื่ออยู่เพราะดิฉันก็เข้าวัดบ่อย ในวันที่สี่ดิฉันได้ดูการคลอดของแม่นั้นก็ทำให้ดิฉันนึกขึ้นว่า ก่อนดิฉันจะมาดิฉันได้ทำความทุกข์ให้กับแม่และยายโดยการทำหน้าบอกบุญไม่รับ ดิฉันจึงร้องไห้ออกมา ดิฉันนึกภาพที่แม่คลอดดิฉันและทำให้ร้องหนักกว่าเดิมและพอได้รู้ว่าตัวเองเป็นคนทำให้แม่ร้องไห้จึงคิดว่าจะกลับไปกราบเท้าแม่ และกลับไปกอดแม่เพราะกลัวว่าจะเสียท่านไปก่อนจะไม่ได้บอกรักแม่ คำว่า “รักแม่” ดูเหมือนจะพูดง่าย แต่ถ้ามัวแต่อายหรือความกลัวที่จะพูดมันจะสายเกินกว่าจะ พูดกับแม่ ถ้าถึงวันเกิดของดิฉัน ดิฉันจะทำบุญตักบาตร นั่งสมาธิ ไม่จัดงานเยอะเพราะ “วันเกิดลูกเกือบคล้ายวันตายแม่” งานวันเกิดนั้นได้บุญมากที่สุดคือ “การกราบแม่” และเมื่อกลับไปดิฉันจะไปกราบเท้าแม่และกอดแม่อย่างที่คิดถึง
         การมาวัดวะภูแก้วทำให้ดิฉันได้สำนึกได้หลายๆ อย่าง ได้นั่งสมาธิที่เห็นภาพนิมิตเป็นรูปหน้าพ่อ แม่ และน้อง ดังนั้นไม่ต้องไปไกลถึงวัดเพื่อกราบพระอรหันต์แต่หันกลับมาที่พ่อกับแม่เพราะ “พ่อ แม่ คือพระอรหันต์และพระพรหมของลูก”

                                                                                                               จันทรวิมล มานัดพรม
                                                                                                                ม.4/1 โรงเรียนครบุรี


 

 

 

Visitors: 14,657